<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-18108709</id><updated>2011-04-22T08:48:47.620+07:00</updated><title type='text'>"ใบข้าว" กะ "นัตตี้"</title><subtitle type='html'>เรื่องเล่า...ของผู้หญิงที่ไม่ได้มาจากดาวศุกร์</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://prettynathalie.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/18108709/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://prettynathalie.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>Nathalie</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03717134047633747256</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='http://www.fileupyours.com/files/107866/06-001-ic-kitty1.jpg'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>50</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-18108709.post-6237193830251948294</id><published>2007-11-08T06:35:00.001+07:00</published><updated>2007-11-08T06:35:36.254+07:00</updated><title type='text'>วันล้าๆกับช่วงเวลาที่มีเธอ</title><content type='html'>&lt;a href="http://bp0.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RzJLcrOaY8I/AAAAAAAAAN0/UuLlzN29exk/s1600-h/11vassana.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5130245881540010946" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp0.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RzJLcrOaY8I/AAAAAAAAAN0/UuLlzN29exk/s320/11vassana.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt; ฉันเดินกลับเข้าบ้านตอนสองทุ่มกว่า  มันจะเป็นเวลากลับบ้านที่เร็วกว่าปรกติ  ถ้าหากฉันอยู่บ้านแม่  แต่ที่บ้านหลังนี้และย่านนี้  ฉันมักถูกมองด้วยสายตาแปลกเสมอๆ  ก้อฉันน่ะทำตัวเหมือนชาวบ้านชาวช่องแถวนี้ซะที่ไหนกันล่ะ  เอาน่า...สักวันพวกเค้าก้อจะชินไปเอง  “ฉันเชื่อยังนั้น”&lt;br /&gt;                “สบายใจขึ้นบ้างมั้ย”  ผู้ชายหน้าคมผิวเข้มคนเดิม  เดินมาช่วยฉันรื้อค้นเอาข้าวของที่เพิ่งซื้อมาวางจนเต็มเตียง  เขาแอบอมยิ้มขณะก้มหน้าหยิบหนังสือเล่มหนึ่งออกมาดู  เมื่อฉันจับได้แล้วถามหาเหตุผล  เขาก้อปล่อยหัวเราะคิกออกมาเสียงดัง &lt;br /&gt;                “หนังสือที่เธอซื้อมาตอนงานสัปดาห์หนังสือยังเก็บใส่ตู้ไม่หมดเลยนี่นา  ไปขนซื้อมาอีกแล้วเหรอ  แล้วเนี่ย...อารมณ์ไหน”  หนังสือเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเวียดนามเล่มหนาถูกยื่นมาตรงหน้า  ทำไมล่ะ  ก้อในเมื่อฉันอยากไปเที่ยวเวียดนามนี่นา  ไปเที่ยว...ไม่ใช่ไปเพื่อทำงาน...ไปนั่งแกร่วในโรงแรมหรูเพื่อประชุมเหมือนที่แล้วๆมา  ฉันอยากไปเที่ยว  อยากไปเดินตลาด  ฉันผิดตรงไหนหา...&lt;br /&gt;                “ล้อเล่นน่า...อารมณ์ดีขึ้นบ้างแล้วใช่มั้ย”  พอฉันส่ายหน้าแรงๆ  เขาก้อทำสีหน้าผิดหวัง &lt;br /&gt;                จริงๆแล้วฉัน “ดีขึ้น” บ้างแล้วล่ะ  อารมณ์อยากฆ่าใครสักคนลดดีกรีต่ำลงแล้ว  เพียงแต่ตอนนี้...นาทีนี้...ฉันไม่มีกะจิตกะใจจะทำไรทั้งนั้น  ฉันอยากตั้งหลัก  อยากพักสักสามสี่ห้าวัน &lt;br /&gt;                “ไม่ห้ามเรื่องไปเชียงใหม่แล้วใช่มั้ย”  เขาพยักหน้า  ก่อนจะยื่นนิ้วก้อยมาตรงหน้าฉัน&lt;br /&gt;                “สัญญานะว่าจะโทรมาหาทุกวัน  แล้วถ้าโทรไปก้อห้ามไม่รับสาย  หรือลืมโทรกลับ”&lt;br /&gt;                ฉันยื่นนิ้วก้อยไปเกี่ยวกับนิ้วของเขาพร้อมกับรอยยิ้ม  ก่อนจะดึงตัวเขาเข้ามาใกล้  แล้วอิงหัวลงแนบกับพุงอุ่นๆของเขา  ขอบคุณฟ้าที่ส่งผู้ชายคนนี้มาให้ฉัน  ผู้ชายคนที่ไม่ได้จับมือจับเอาไว้ตลอดเวลา  แต่เขารู้ดีว่า  เมื่อฉันหมดเรี่ยวแรงและล้าเกินกว่าจะก้าวไปข้างหน้าเมื่อไหร่  เขาพร้อมที่จะหยุดเดิน  แล้วหันกลับมากุมมือของฉันเอาไว้  เพียงเท่านี้...ก้อทำให้หัวใจที่ล้าๆยิ้มออกมาได้อย่างเป็นสุขแล้วล่ะ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div&gt;--------------------------------&lt;br /&gt;" All Copyright©Nanthanatcha "&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;"ยิ้มให้กับความทุกข์  แล้วเราจะมีความสุขที่สุดในโลก"&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/18108709-6237193830251948294?l=prettynathalie.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/18108709/posts/default/6237193830251948294'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/18108709/posts/default/6237193830251948294'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://prettynathalie.blogspot.com/2007/11/blog-post_08.html' title='วันล้าๆกับช่วงเวลาที่มีเธอ'/><author><name>Nathalie</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03717134047633747256</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='http://www.fileupyours.com/files/107866/06-001-ic-kitty1.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://bp0.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RzJLcrOaY8I/AAAAAAAAAN0/UuLlzN29exk/s72-c/11vassana.jpg' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-18108709.post-8139932241384016164</id><published>2007-11-02T02:32:00.000+07:00</published><updated>2007-11-02T02:32:16.906+07:00</updated><title type='text'>คอนเสิร์ตแบบพิเศษๆ The memories of Joe Pause</title><content type='html'>&lt;a href="http://bp0.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/Ryoo1igyqDI/AAAAAAAAANs/IE4pmzFWa6I/s1600-h/pauseme.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5127956025977251890" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp0.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/Ryoo1igyqDI/AAAAAAAAANs/IE4pmzFWa6I/s320/pauseme.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt; คอนเสิร์ตแบบพิเศษๆที่เป็นการถ่ายทอดบทเพลงของ โจ้ วงพอส เพื่อเป็นการร่วมรำลึกถึงการจากไปของ“ โจ้ ” อัมรินทร์ เหลืองบริบูรณ์ กับเพลงรักของเค้า ที่ยังคงอยู่ในความทรงจำและความคิดถึง ของทุกคน ภายใต้ชื่อ xCOOLsive moment Miracle of voice The memories of Joe पुसे&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;ในวันเสาร์ ที่ 15 ธันวาคม 2550 ณ รอยัล พารากอนฮอลล์ สยามพารากอน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;โดยศิลปินชั้นนำ ระดับ Miracle of voice ที่มาร่วมในคอนเสิร์ตครั้งนี้ เพื่อเป็นการร่วมรำลึกและร่วมคิดถึงนักร้องน้ำเสียงมหัศจรรย์ และร่วมถ่ายทอดบทเพลงรักของ “ โจ้ วงพอส” &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;em&gt;คุณวิยะดา โกมารกุล ณ นคร &lt;/em&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;em&gt;คุณป๊อด โมเดิร์นด็อก &lt;/em&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;em&gt;คุณรัดเกล้า อามระดิษ &lt;/em&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;em&gt;คุณนภ พรชำนิ &lt;/em&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;em&gt;คุณน้อย วงพรู &lt;/em&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;em&gt;คุณโป้ โยคีเพลย์บอย &lt;/em&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;em&gt;และคุณบอย ตรัย &lt;/em&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;ซึ่งทุกท่านล้วนแล้วแต่มีความพิเศษในด้านของความผูกพันและความทรงจำ ที่มีต่อ “ โจ้ ” รวมถึงผู้ที่ทำงานอยู่เบื้องหลังของคอนเสิร์ตครั้งนี้ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;การรวตัวอีกครั้งของสมาชิกวงพอส และ แขกรับเชิญพิเศษที่จะมาร่วมคอนเสิร์ตในครั้งนี้ก็ยังมีความพิเศษและความหมายเป็นอย่างมาก ส่วนจะเป็นใครนั้นคงต้องคอยติดตามชมในวันแสดงจริง ซึ่งบอกได้เลยว่า วันนั้นทุกคนจะต้องประทับใจอย่างแน่นอน และที่สำคัญรายได้ส่วนหนึ่งจากการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ เราจะมอบให้กับครอบครัวของ โจ้ อัมรินทร์ เหลืองบริบูรณ์ อีกด้วย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;เริ่มจำหน่ายบัตรตั้งแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2550 เป็นต้นไป ในราคา 1000 บาท / 1500 บาท / 2000 บาท และ 2500 บาท บัตรมีจำหน่ายที่ Thai Ticket Major ทุกสาขา &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;โดยเรามีความพิเศษให้กับแฟนตัวจริงของโจ้ ด้วยการเปิด Pre-Sale ล่วงหน้า 1 วัน ในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2550 ที่ Thai Ticket Major สาขาสยามพารากอน สาขาเดียวเท่านั้น เพียงแค่นำ Tape CD VCD ที่เป็นอัลบั้มของวงพอส หรืออัลบั้มเดี่ยวของโจ้ อัลบั้มใดก็ได้ เพียงแค่หนึ่งอัลบั้ม มาแสดงความเป็นแฟนตัวจริงของโจ้ ก็สามารถซื้อบัตรในราคา ลด 10 % จากราคาบัตรปกติ หนึ่งคนหนึ่งอัลบั้มสามารถซื้อได้ 2 ที่นั่ง &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;เป็นความพิเศษที่เราตั้งใจมอบให้สำหรับผู้ที่เป็นแฟนตัวจริงของโจ้ วงพอส&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;*** ขอขอบคุณพี่ชายใจดี พี่โอ๋ ธีร์ ไชยเดช พี่ปึ่ง Soul After Six พี่ตุ้ย พี่นอ พี่บอส สมาชิกวงพอส ที่ให้คำปรึกษาและทำให้โปรเจ็คนี้เกิดขึ้นมาได้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;*** ขอบคุณศิลปินทุกท่านที่มาร่วมในคอนเสิร์ตครั้งนี้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;*** ขอบคุณทีมงาน COOL 93 fahrenheit ทุกท่าน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;*** ขอขอบคุณ พี่ใจ พี่อัม พี่ไก่ พี่เปี๊ยก และพี่ๆทุกคนที่มาร่วมในงานแถลงข่าวในวันที่ 30 ตุลาคม 2550 ที่ผ่านมาและแฟนคลับทุกคนของพี่โจ้ และ วงพอส ทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของแรงบันดาลใจให้เกิดคอนเสิร์ตครั้งนี้ได้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;*** สุดท้าย...&lt;em&gt;ขอขอบคุณพี่โจ้ ที่ยังคงร้องเพลงเพราะๆให้เราฟังจนถึงทุกวันนี้ "ที่ว่าง" ตรงนี้...ยังคงมีพี่โจ้ในใจพวกเราทุกคนเสมอ&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;a href="http://bp2.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RyoorCgyqCI/AAAAAAAAANk/p8GwUpu2Pjs/s1600-h/chv4.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5127955845588625442" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp2.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RyoorCgyqCI/AAAAAAAAANk/p8GwUpu2Pjs/s320/chv4.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;--------------------------------&lt;br /&gt;" All Copyright©Nanthanatcha "&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;"ยิ้มให้กับความทุกข์  แล้วเราจะมีความสุขที่สุดในโลก"&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/18108709-8139932241384016164?l=prettynathalie.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/18108709/posts/default/8139932241384016164'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/18108709/posts/default/8139932241384016164'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://prettynathalie.blogspot.com/2007/11/memories-of-joe-pause.html' title='คอนเสิร์ตแบบพิเศษๆ The memories of Joe Pause'/><author><name>Nathalie</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03717134047633747256</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='http://www.fileupyours.com/files/107866/06-001-ic-kitty1.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://bp0.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/Ryoo1igyqDI/AAAAAAAAANs/IE4pmzFWa6I/s72-c/pauseme.jpg' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-18108709.post-3575477458386854175</id><published>2007-11-01T03:21:00.000+07:00</published><updated>2007-11-01T03:21:47.915+07:00</updated><title type='text'>ความเศร้าที่ไม่มีเสียง</title><content type='html'>&lt;a href="http://bp0.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RyjitCgyqBI/AAAAAAAAANc/Z9KAD6Fk1R4/s1600-h/sadness_of_an_angel.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5127597439157708818" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp0.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RyjitCgyqBI/AAAAAAAAANc/Z9KAD6Fk1R4/s320/sadness_of_an_angel.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; &lt;span style="font-family:arial;"&gt;ภาพโต๋เต๋กะต้องตานอนกอดกันแน่นมากขึ้นเป็นสิ่งที่เตือนให้ฉันรู้ว่าลมหนาวได้พัดมาถึงหน้าบ้านอย่างเต็มตัวแล้ว กลับบ้านหนนี้ฉันจึงบอกให้แม่หาเสื้อให้เจ้าย่นใส่ ความห่วงใยอีกส่วนหนึ่งเดินทางไกลไปถึงเจ้าแดง หมาแก่ข้างถนนที่ฉันเพียรหาโอกาสเอาข้าวไปให้ และคราวนี้ตั้งใจไว้ว่าจะหาผ้าอุ่นๆไปฝากซักผืน&lt;br /&gt;ในวันที่ฉันคลุกข้าวไปฝากเจ้าแดง แล้วไม่พบหน้า ฉันจะสามารถทนรับมือกับความรู้สึกในวันนั้นได้มากน้อยแค่ไหน ฉันเองก้อยังไม่รู้...&lt;br /&gt;แล้วคำบอกเล่าของพ่อที่ดังขึ้น ก้อหยุดความคิดเรื่อยเปื่อยของฉันให้ชะงักงัน&lt;br /&gt;...เจ้าอ้วน กระรอกของพี่ที่นำมาฝากไว้เมื่อสามสี่เดือนก่อน ...ตายแล้ว&lt;br /&gt;...เจ้าเอี้ยง นกปากมากเสียงดังที่คอยส่งเสียงเรียกฉันเมื่อมีคนแปลกหน้ามายืนอยู่ที่หน้าบ้าน ...ตายแล้ว&lt;br /&gt;...ปลาในอ่างหน้าบ้านของหลานชาย ที่คนดูแลเอาใจใส่คือพ่อ ...เกือบตาย (ช่วยชีวิตเอาไว้ได้อย่างหวุดหวิด)&lt;br /&gt;ใจหนึ่งเศร้ากับเรื่องร้ายๆที่ได้รับรู้ มิหนำซ้ำความหดหู่กับภาพลูกช้าง ที่ถูกคนเลี้ยงเอามาเดินขอทางในเมืองเมื่อคืนนี้ก้อยังไม่ได้จางหายไปไหน เศร้า...เศร้า...ฉันเศร้าจนน้ำตาไหล แต่ไม่มีเสียงสะอื้น ไม่มีคำถาม ไม่มีคำตัดพ้อต่อว่าโชคชะตา โลกของฉันยังไม่ดับ มันเพียงแค่หยุดนิ่งอยู่กับที่&lt;br /&gt;พักใหญ่ๆฉันถึงรวบรวมเรี่ยวแรงโทรไปเล่าให้ผู้ชายคนเดิมฟังได้ เสียงหัวเราะเบาๆที่ตอบกลับมานั้นทำให้หัวใจของฉันอุ่นขึ้น เพราะมันแทนประโยคที่ว่า&lt;br /&gt;“คิดมากอีกแล้วนะเรา”&lt;br /&gt;แต่พอถูกถามถึงของสำคัญที่ฉันกำลังค้นหา ฉันก้อรู้สึกเหมือนตัวเองถูกทุบด้วยค้อนขนาดใหญ่ ก่อนหน้านี้ฉันว้าวุ่นใจมากกับการค้นหาใบนัดของคุณหมอ เพราะตอนที่ได้มา ฉันไม่ได้ดูด้วยซ้ำว่าคุณหมอกฤษณะพงษ์นัดให้ไปตรวจครั้งหน้าวันที่เท่าไหร่ รู้แค่เท่าที่คุณหมอบอกเอาไว้ว่าเป็นเดือนพฤศจิกายน&lt;br /&gt;แต่ตอนนี้ฉันกำลังบ้าบออยู่กับเรื่องไม่เป็นเรื่องในสายตาของเขา&lt;br /&gt;เพราะเขาไม่ตำหนิ หรือต่อว่าฉันซักคำฉันถึงคิดได้ รู้ตัวว่ากำลังจัดลำดับความสำคัญของการดำเนินชีวิตผิดอีกแล้ว&lt;br /&gt;แม้ว่าตอนนี้ฉันจะคลี่ยิ้มได้แล้วก้อตาม แต่กลิ่นของความเศร้า กับโชคชะตาของสิ่งมีชีวิตที่อยู่รอบข้างก้อยังไม่ได้จางไปไหน รอให้ฉันสะสางโชคชะตาวุ่นๆของตัวเองเสร็จเมื่อไหร่ ฉันจะนั่งนิ่งๆ หอมกลิ่นของความเศร้าเหล่านั้นเอาไว้แน่นอน...ฉันสัญญา&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;--------------------------------&lt;br /&gt;" All Copyright©Nanthanatcha "&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;"ยิ้มให้กับความทุกข์  แล้วเราจะมีความสุขที่สุดในโลก"&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/18108709-3575477458386854175?l=prettynathalie.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/18108709/posts/default/3575477458386854175'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/18108709/posts/default/3575477458386854175'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://prettynathalie.blogspot.com/2007/11/blog-post.html' title='ความเศร้าที่ไม่มีเสียง'/><author><name>Nathalie</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03717134047633747256</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='http://www.fileupyours.com/files/107866/06-001-ic-kitty1.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://bp0.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RyjitCgyqBI/AAAAAAAAANc/Z9KAD6Fk1R4/s72-c/sadness_of_an_angel.jpg' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-18108709.post-7268310415118808737</id><published>2007-10-27T03:25:00.000+07:00</published><updated>2007-10-27T03:25:06.934+07:00</updated><title type='text'>เบอร์โทรร้านเหล้า</title><content type='html'>&lt;a href="http://bp0.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RyJK3igyqAI/AAAAAAAAANU/KNJR1EtpPng/s1600-h/x1pC47KWjv0VYmzoJxVPrG3uCk0_4EacRHMmRQwOj1umk9qiwR9qgZZpPJFtCzEMr8s9JxbdobyJvVOOdxxex014Erj7bP89pbbreAP5BBz3qgCohXODnntLLw6SbMr4yWFKrks9b8Q0Po.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5125741643918649346" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp0.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RyJK3igyqAI/AAAAAAAAANU/KNJR1EtpPng/s320/x1pC47KWjv0VYmzoJxVPrG3uCk0_4EacRHMmRQwOj1umk9qiwR9qgZZpPJFtCzEMr8s9JxbdobyJvVOOdxxex014Erj7bP89pbbreAP5BBz3qgCohXODnntLLw6SbMr4yWFKrks9b8Q0Po.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; อยากอัพบล็อก แต่ขี้เกียจจจจจจจ&lt;br /&gt;บวกกับยังกึ่มๆจากบาร์ทะเล เบย์ธารา ไม่เลิก&lt;br /&gt;เลยเอาเบอร์รี่โทรร้านเหล้ามาลงไว้ดีกว่า...คิกๆๆ&lt;br /&gt;ขำขำ...อย่าคิดว่าไอ้นันท์ขี้เมานะ...แค่ไปนั่งชมบรรยากาศเฉยๆ&lt;br /&gt;แบบว่า มีคนสนิทมากๆเป็นนักดนตรี และอดีตนักดนตรีก้องี้แหละ&lt;br /&gt;"เป็นเจ้าแม่ร้านเหล้าไฮโซ"&lt;br /&gt;&lt;div align="center"&gt;..... ..... ..... ..... .....&lt;br /&gt;RCA &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;br /&gt;New route66 east &amp;amp; west ...(01) 440-9666......หรือที่เบอร์ 06-3000-817&lt;br /&gt;Slim .... 02-203-0226-3............พี่ไวน์ 01-645-1177..&lt;br /&gt;3 Some ...0-2203-1240-7&lt;br /&gt;Club Astra .... 09-497-8422&lt;br /&gt;Prop Bar ... 02-203-0669&lt;br /&gt;REFEEL ...02-664-6459&lt;br /&gt;ทองหล่อสโมสร ...02-203-0516&lt;br /&gt;ONE DOLLAR ...คุณโจ ผู้จัดการ... 09-767-3482 &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;br /&gt;ทองหล่อ/ เอกมัย &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;br /&gt;booze ... 02-715-0763&lt;br /&gt;Room 25 - ทองหล่อ ซ.25 ....02-712-6448-9&lt;br /&gt;Santika ...เบอร์ 02-711-5887 และ 02-711-5830 หรีอ 01-351-8683&lt;br /&gt;นั่งเล่น - เอกมัย ....จองโต๊ะได้ที่.. คุณเอ้ ....0-1734-5102 ...เวลา 10.00 - 17.00 น. ยกเว้นวันอาทิตย์ (ร้านปิดวันอาทิตย์)&lt;br /&gt;barburee ..เอกมัย .. 02-392-4976-8&lt;br /&gt;ลิเบอตี้ Bombay bar ... 02-819-3768 หรือ 02-714-9459&lt;br /&gt;ASHLEY'S RUMOUR ... 02-714-7861&lt;br /&gt;แจ่มบาร์ ॥ 01-832-0675 &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;br /&gt;สุขุมวิท &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;br /&gt;Bed supperclub ..สุขุมวิท 11.. 02-651-3537&lt;br /&gt;Bar24 ..sukhumvit 24(soi emporiam) .. 02-6611062 , 09-000-2424&lt;br /&gt;Narcissus ...สุขุมวิท 23 .... 02-258-4805&lt;br /&gt;Zanzibar ...สุขุมวิท 11 ... 02-651-2700 &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;br /&gt;รัชดา ซ।4 &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;br /&gt;บางรัก .. 09-095-0990&lt;br /&gt;Snop .. 02-819-3659&lt;br /&gt;Gig club .. 01-834-5490&lt;br /&gt;MonKey .. 01-828-9371&lt;br /&gt;China bar .. 02-247-8823&lt;br /&gt;Blue Bar ॥ 01-820-2000 , 06-389-0011 &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;br /&gt;หลังสวน(ลุม) &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;br /&gt;70's Bar ... 02-253-4433 &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;br /&gt;สีลม &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;br /&gt;Speed ...สีลม ซ. 4 ... 01-818-5064&lt;br /&gt;Tapas ...สีลม ซ। 4 ... 02-632-7982 &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;br /&gt;ข้าวสาร &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;br /&gt;Silk Bar ... 02-281-9981&lt;br /&gt;The Club ..ข้าวสาร .. 02-629-1100&lt;br /&gt;Cinnamon ...ซ।รามบุตรี ॥ 02-629-4075 &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;br /&gt;เรียบทางด่วน॥ รามอินทรา &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;br /&gt;Yes Indeed ... ถนน เกษตร- นวมินทร์ ..02-907-7844-7&lt;br /&gt;The Immortal ..ถนน เกษตร- นวมินทร์ ..02-570-9999&lt;br /&gt;The pool pub .. ถนน เกษตร- นวมินทร์ .. 02-578-3122-3&lt;br /&gt;The Glasshome Bar ..เรียบด่วนรามอินทรา-เหม่งจ๋าย 02-934-7222-4&lt;br /&gt;Camp of Havana ...ถนน เกษตร- นวมินทร์ ..02-905-1133&lt;br /&gt;กระฉูดผับ ...02-943-9531-4 &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;br /&gt;อื่นๆ &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;br /&gt;CAFE DE MOC ..ผับบนถนนราชดำเนิน.. หยุดทุกวันจันทร์ ... 02-662-2571&lt;br /&gt;Pump up .. 02-642-2222&lt;br /&gt;แซกโซโฟน - อนุสาวรีย์ .... 02-246-5472&lt;br /&gt;Wild west ..ถ.ทาวน์ อิน ทาวน์ .. 02-394-5161&lt;br /&gt;RETRO LIFE CAFE .. ศุนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ .. 02-229-3398-9&lt;br /&gt;River Bar ..เชิงสะพานกรุงธน.. 02-879-1747-8&lt;br /&gt;Bale bar .. ลาดพร้าว 35 .. 02-938-1518-9 &lt;/div&gt;--------------------------------&lt;br /&gt;" All Copyright©Nanthanatcha "&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;"ยิ้มให้กับความทุกข์  แล้วเราจะมีความสุขที่สุดในโลก"&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/18108709-7268310415118808737?l=prettynathalie.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/18108709/posts/default/7268310415118808737'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/18108709/posts/default/7268310415118808737'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://prettynathalie.blogspot.com/2007/10/blog-post_27.html' title='เบอร์โทรร้านเหล้า'/><author><name>Nathalie</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03717134047633747256</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='http://www.fileupyours.com/files/107866/06-001-ic-kitty1.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://bp0.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RyJK3igyqAI/AAAAAAAAANU/KNJR1EtpPng/s72-c/x1pC47KWjv0VYmzoJxVPrG3uCk0_4EacRHMmRQwOj1umk9qiwR9qgZZpPJFtCzEMr8s9JxbdobyJvVOOdxxex014Erj7bP89pbbreAP5BBz3qgCohXODnntLLw6SbMr4yWFKrks9b8Q0Po.jpg' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-18108709.post-7909049730049591714</id><published>2007-10-10T22:49:00.000+07:00</published><updated>2007-10-10T22:49:27.457+07:00</updated><title type='text'>มิตรภาพไม่จำกัดพื้นที่</title><content type='html'>&lt;a href="http://bp1.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/Rwzz_WB61TI/AAAAAAAAANM/d9FEbzupTC8/s1600-h/à¸¡à¸´à¸à¸£à¸ à¸²à¸à¹à¸¡à¹à¸à¸³à¸à¸±à¸à¸à¸·à¹à¸à¸à¸µà¹.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5119735145984349490" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp1.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/Rwzz_WB61TI/AAAAAAAAANM/d9FEbzupTC8/s320/%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;                 &lt;span style="font-family:arial;"&gt;ก้าวแรกที่ฉันเหยียบย่ำเข้าสู่บ้านของผู้เป็นเพื่อนรุ่นพี่ที่คบหากันมาร่วมสิบปีนั้นเต็มไปด้วยความหวั่นวิตก  เพราะนอกจากความเป็นคนแปลกหน้า  ต่างถิ่นของฉันแล้ว  ยังมีความแตกต่างทางด้านศาสนาและวัฒนธรรมเป็นเครื่องมือในการแบ่งแยกฉันออกจากผู้คนจำนวนร่วมร้อยชีวิตที่กำลังชุมนุมกันอยู่ตรงหน้าอีกแรง  แต่กลับไม่มีใครที่มีท่าทางสงสัยในการมาถึงของหญิงสาวแปลกหน้าปราศจากฮิญาบอย่างฉัน  ผู้คนส่วนใหญ่จิตใจจดจ่ออยู่กับบทสวดที่มีภาษาและท่วงทำนองแปลกหู  บางส่วนวุ่นวายอยู่กับการจัดเตรียมอาหาร  และมีเพียงไม่กี่คนที่กำลังกุลีกุจอต้อนรับแขก  นอกจากพี่ใบแล้วฉันก็ไม่รู้จักใครสักคน  ด้วยความที่ตลอดระยะเวลาที่คบหากันมานั้น  ทั้งฉันและเขาต่างก็เว้นวรรคพื้นที่ส่วนตัวของซึ่งกันและกันเอาไว้  การมาของฉันในวันนี้ก็เพื่อให้เพื่อนรู้ว่าในนาทีที่ทุกข์โศก  เขายังมีฉันอยู่เคียงข้างเสมอ  ก็เพียงรับรู้ข่าวเท่านั้น  ฉันพร้อมเสมอที่จะไปนั่งอยู่ใกล้ๆ  แม้ว่าความรู้ความเข้าใจในเรื่องของศาสนาอิสลามของตัวเองจะเท่ากับศูนย์ก็ตาม &lt;br /&gt;                ขอบคุณโชคชะตาที่ไม่เคยใจร้ายต่อการพบกันของฉันกับเขา  ยืนเคว้งคว้างได้ไม่ถึงช่วงถอนลมหายใจทิ้ง  เสียงเรียกคุ้นหูก็ดังขึ้นใกล้ๆ  ใบหน้าคมแข้มของเขาเปื้อนความประหลาดใจและรอยยิ้มกว้าง  ส่วนฉันแทบจะกระโดดกอดพร้อมรอยยิ้มที่กว้างกว่า &lt;br /&gt;                เสียงบทสวดเพื่ออุทิศผลบุญให้กับคุณแม่ของเขาที่ล่วงลับไปเมื่อเดือนก่อนยังคงดำเนินต่อไป  ขณะที่เขาถามไถ่การมาถึงของฉันและข่าวคราวระหว่างที่เราไม่ได้พบเจอกันอย่างใส่ใจ  จนฉันต้องออกปากให้เขาแยกตัวไปทำหน้าที่เจ้าบ้านดูแลแขกคนอื่นอย่างเกรงใจ  หลังเสียงสวดเงียบลงไม่นาน  อาหารสำหรับเลี้ยงแขกก็ถูกทยอยยกนำมาเสริฟ  อาหารคาวหวานเต็มถาดใหญ่มากเกินไปที่จะทานคนเดียวหมด  แต่ไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็พบแต่คนที่รู้จักมักคุ้นกันดีอยู่แล้วทั้งนั้น  ฉันจึงต้องก้มหน้าทานอาหารเพียงลำพัง &lt;br /&gt;                “อย่าเพิ่งกลับนะ  ไม่รีบใช่มั้ย  อยู่คุยกันก่อน”&lt;br /&gt;                ฉันรับปากเพื่อนก่อนจะพาตัวเองไปนั่งรับลมเย็นๆที่บริเวณใต้ถุนบ้าน  ตอนนี้เองที่เพิ่งจะมีคนเดินเข้ามาถามถึงที่มาที่ไปของฉันพร้อมกับรอยยิ้มกว้างอย่างเป็นมิตร  ซึ่งฉันเดาว่าน่าจะเป็นพี่น้องของเพื่อนฉันนั่นเอง  เขาคงกลัวว่าฉันจะเหงาระหว่างที่รอเขาสะสางภาระความรับผิดชอบของตัวเอง &lt;br /&gt;                ตกเย็นแขกเหรื่อที่มาร่วมงานบุญก็เริ่มทยอยกันกลับ  ในนาทีที่ฉันกำลังนั่งมองท่าทางการทักทายกันของมุสลิมด้วยความสนใจอยู่นั่นเอง  มือคู่หนึ่งก็ยื่นมาตรงหน้าฉันพร้อมกับรอยยิ้มที่ไม่ได้ฝืนฝืด  ทั้งที่ฉันกับชายผู้สูงวัยกว่าตรงหน้าไม่เคยรู้จักกันมาก่อน  ต่างคนต่างไม่รับรู้ถึงความสัมพันธ์ที่มีต่อคนในบ้านหลังนี้  และการแต่งกายที่แปลกแยกจากคนในละแวกนี้และใบหน้าที่ไม่มีฮิญาบของฉันเป็นตัวบ่งบอกเป็นอย่างดีว่าฉันไม่ใช่มิตรร่วมศาสนาของเขา &lt;br /&gt;                ฉันยื่นมือไปสัมผัสกับมือคู่นั้น  มือที่หยาบกร้านอย่างคนที่ทำงานหนักมานาน  มือของชายแปลกหน้า  ต่างศาสนาที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะมีโอกาสได้พบกันอีกรึเปล่า  ก่อนจะยกขึ้นแตะที่ปลายจมูกของตัวเอง  ฉันไม่รู้หรอกว่าการทักทายของมุสลิมมีความหมายอย่างไรบ้าง  และตัวเองได้ทำถูกต้องตามหลักศาสนารึเปล่า  ฉันรู้เพียงแค่ว่าได้กลิ่นหอมของมิตรภาพติดมือกลับมา  และกลิ่มหอมโศกของการจากลาก็ทำให้อยากที่จะพบหน้าเพื่อสัมผัสกับความหอมหวานของมิตรภาพที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ในพื้นที่ของคนร่วมชาติ  ศาสนาเท่านั้นอีกครั้งหนึ่ง         &lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div&gt;--------------------------------&lt;br /&gt;" All Copyright©Nanthanatcha "&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;"ยิ้มให้กับความทุกข์  แล้วเราจะมีความสุขที่สุดในโลก"&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/18108709-7909049730049591714?l=prettynathalie.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/18108709/posts/default/7909049730049591714'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/18108709/posts/default/7909049730049591714'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://prettynathalie.blogspot.com/2007/10/blog-post.html' title='มิตรภาพไม่จำกัดพื้นที่'/><author><name>Nathalie</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03717134047633747256</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='http://www.fileupyours.com/files/107866/06-001-ic-kitty1.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://bp1.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/Rwzz_WB61TI/AAAAAAAAANM/d9FEbzupTC8/s72-c/%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88.jpg' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-18108709.post-6523916403783601324</id><published>2007-09-06T03:46:00.000+07:00</published><updated>2007-09-06T03:46:29.507+07:00</updated><title type='text'>ยิ้ม...ต้นทุนของความสุข</title><content type='html'>&lt;a href="http://bp3.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/Rt8UnlHcP7I/AAAAAAAAAMM/RTHcwrY2ls8/s1600-h/Afternoon_Smile_by_TOYIB.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5106823172672208818" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp3.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/Rt8UnlHcP7I/AAAAAAAAAMM/RTHcwrY2ls8/s320/Afternoon_Smile_by_TOYIB.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;           &lt;br /&gt;            &lt;span style="font-family:arial;"&gt;หลายคนที่ได้ผ่านเข้ามาสัมผัสการใช้ชีวิตในแต่ละวันของฉัน  มักอดที่จะเอ่ยปากไม่ได้ว่าฉันดูมีความสุขกับการดำเนินชีวิตซะจนน่าอิจฉา  ซึ่งฉันได้แต่ยิ้ม...ยิ้มให้กับความสุขของตัวเอง&lt;br /&gt;            น้อยคนนักที่ได้รู้ว่าตัวฉันเองก็มีหนามในชีวิตที่หนักหนาเช่นเดียวกับคนอื่นๆ  เป็นหนามที่ฉันไม่สามารถที่จะสลัดมันให้หลุดออกไปได้  ดังนั้นฉันจึงจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันให้ได้  ไม่ว่าจะยากเย็นสักแค่ไหน   แม้ว่าหลายครั้งฉันจะต้องยิ้มให้มันทั้งน้ำตาก็ตาม  แต่ฉันก็ยังยืนยันที่จะเผชิญหน้ากับความทุกข์  ตลอดจนความเจ็บปวดต่างๆของตัวเองด้วยรอยยิ้มอยู่ดี  &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;a href="http://bp3.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/Rt8UdlHcP6I/AAAAAAAAAME/sT1in-viVcw/s1600-h/greentime16copyhg3.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5106823000873516962" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp3.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/Rt8UdlHcP6I/AAAAAAAAAME/sT1in-viVcw/s320/greentime16copyhg3.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;            &lt;span style="font-family:arial;"&gt;หลายคนมักจะนำต้นทุนความทุกข์ของตัวเองไปเปรียบเทียบกับผลผลิตความสุขของคนอื่น  ฉันเองก็เคยเป็นแบบนั้นเหมือนกัน  จนกระทั่งในวันที่ฉันได้ค้นพบว่าตัวเองโชคดี  ฉันโชคดีกว่าคนอื่นๆตรงที่ฉันได้รู้ว่าตัวเองมีเวลาที่จะใช้อากาศบนโลกนี้หายใจไม่มากนัก  มันอาจจะเป็นเรื่องที่หนักหนาแสนสาหัสสำหรับคนอื่น  แต่ฉันก็ยังเชื่อว่าตัวเองโชคดี&lt;br /&gt;            ฉันไม่รู้ว่า  หากไม่นับช่วงเวลาที่ฉันต้องเข้าไปนอนพักรักษาตัวอยู่ในห้องแคบๆที่โรงพยาบาลแล้วล่ะก็  ฉันจะมีเวลาเหลืออีกนานแค่ไหน  มันทำให้ฉันรู้ซึ้งถึงคุณค่าความสำคัญของ “วันนี้” มากยิ่งขึ้น  วันนี้ที่ฉันยังมีแรงทำในสิ่งต่างๆที่ตัวเองได้ตั้งใจเอาไว้  วันนี้ที่ฉันยังหายใจอยู่ได้ด้วยตัวของฉันเอง  วันนี้ที่ฉันยังมีโอกาสทำสิ่งดีๆให้กับคนที่ฉันรัก  พอคิดได้แบบนี้ฉันก็มีความสุขกับทุกสิ่งทุกอย่างที่ฉันลงมือทำ  แม้ว่าหลายๆอย่างจะไม่ใช่สิ่งที่ฉันอยากทำก็ตาม &lt;br /&gt;            การมีชีวิตอยู่อย่างไม่เป็นทุกข์ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรเลย  ฉันอยากจะบอกกับทุกคนที่เดินเข้ามาหาฉัน  แล้วเอาต้นทุนความทุกข์ที่มีในมือมากางให้ฉันดูแบบนี้ &lt;br /&gt;            แค่เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน  แต่อย่าเอาความทุกข์นั้นมีผูกไว้กับชีวิตก็พอแล้ว  ความทุกข์ก็เหมือนบ่อน้ำ  ถ้าเรานั่งอยู่ที่ริมบ่อ  บ่อน้ำนั้นก็ทำอะไรเราไม่ได้  เมื่อไหร่ที่เรากระโจนลงไป  เมื่อนั้นแหละที่บ่อน้ำจะทำให้เรารู้สึกรู้สาได้ &lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;a href="http://bp1.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/Rt8Q0FHcP4I/AAAAAAAAAL0/V9Fvz-M_L4c/s1600-h/2556IMG_0581_1copie_copie-med.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5106818989374062466" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp1.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/Rt8Q0FHcP4I/AAAAAAAAAL0/V9Fvz-M_L4c/s320/2556IMG_0581_1copie_copie-med.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;             ทุกวันนี้ฉันก็ยังรู้สึกกับสิ่งรอบๆตัวที่ไม่ได้เป็นอย่างที่ฉันต้องการ  เพียงแค่ฉันเลือกที่จะไม่หยิบเอามาเป็นเรื่องใหญ่ของชีวิต  เพราะฉันคิดอยู่เสมอว่าฉันเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตเล็กๆของจักรวาล  ไม่สามารถที่จะบงการการหมุนของดาวโลกได้เท่านั้นเอง &lt;br /&gt;            และทุกๆครั้งที่ฉันต้องเผชิญหน้ากับเรื่องที่ฉันไม่รู้ว่าจะจัดการยังไงดี  ฉันจะพยายามยิ้มให้กับมัน  แม้ว่ารอยยิ้มนั้นจะฝืนฝืดมากแค่ไหนก็ตาม  แต่รอยยิ้มนั้นจะเป็นต้นทุนความสุขให้กับเราได้เสมอ   และถ้อยคำสร้างกำลังใจที่ดีของฉัน  คือ... &lt;br /&gt;          &lt;em&gt;  “อย่ามองความทุกข์ของตัวเองเป็นเรื่องใหญ่  เพราะเราไม่ใช่คนสุดท้ายของโลกที่เป็นทุกข์”&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;--------------------------------&lt;br /&gt;" All Copyright©Nanthanatcha "&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;"ยิ้มให้กับความทุกข์  แล้วเราจะมีความสุขที่สุดในโลก"&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/18108709-6523916403783601324?l=prettynathalie.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/18108709/posts/default/6523916403783601324'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/18108709/posts/default/6523916403783601324'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://prettynathalie.blogspot.com/2007/09/blog-post.html' title='ยิ้ม...ต้นทุนของความสุข'/><author><name>Nathalie</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03717134047633747256</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='http://www.fileupyours.com/files/107866/06-001-ic-kitty1.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://bp3.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/Rt8UnlHcP7I/AAAAAAAAAMM/RTHcwrY2ls8/s72-c/Afternoon_Smile_by_TOYIB.jpg' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-18108709.post-2526582124661142776</id><published>2007-08-30T22:23:00.000+07:00</published><updated>2007-08-30T22:23:15.519+07:00</updated><title type='text'>รูปจากงานหนังสือในสวน</title><content type='html'>&lt;div align="center"&gt;&lt;a href="http://bp0.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RtbcUFHcP3I/AAAAAAAAALs/ATQM1hpi6lo/s1600-h/08272007456.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5104509465199918962" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp0.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RtbcUFHcP3I/AAAAAAAAALs/ATQM1hpi6lo/s320/08272007456.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; คุณนายแม่สุดที่เลิฟหนีไปเที่ยวมาสองวัน...ไหนขอดูซิว่า  "มีอะไรมาฝากกันมั่ง"&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;a href="http://bp1.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RtbcHVHcP2I/AAAAAAAAALk/neKHW4i9WHA/s1600-h/08272007451.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5104509246156586850" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp1.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RtbcHVHcP2I/AAAAAAAAALk/neKHW4i9WHA/s320/08272007451.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; เข็มกลัดที่มีชิ้นเดียวในโลก...พี่ปอนวาดให้คุณนายแม่แหละ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://bp2.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/Rtbb6lHcP1I/AAAAAAAAALc/iFu7z-HBHfs/s1600-h/08272007450.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5104509027113254738" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp2.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/Rtbb6lHcP1I/AAAAAAAAALc/iFu7z-HBHfs/s320/08272007450.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; อันนี้ก้อสมุดเล่มเดียวในโลก...แปลว่า "ห้ามมะเหมียวอย่างหนูทำเลอะ"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;a href="http://bp1.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RtbbrVHcP0I/AAAAAAAAALU/ranr-eT_xZw/s1600-h/08262007440.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5104508765120249666" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp1.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RtbbrVHcP0I/AAAAAAAAALU/ranr-eT_xZw/s320/08262007440.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;เอ...แล้วเด็กๆเค้ามาทำอะไรกันล่ะเนี่ย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;a href="http://bp1.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RtbbeVHcPzI/AAAAAAAAALM/86d7Bhsa4I0/s1600-h/08262007433.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5104508541781950258" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp1.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RtbbeVHcPzI/AAAAAAAAALM/86d7Bhsa4I0/s320/08262007433.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;อ๋อ...ที่แท้ก้อมาทำสมุดแบบของคุณนายแม่น่ะเอง  ตั้งใจใหญ่เชียว&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;a href="http://bp3.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/Rtbav1HcPyI/AAAAAAAAALE/D-zy-BbH72c/s1600-h/08252007403.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5104507742918033186" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp3.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/Rtbav1HcPyI/AAAAAAAAALE/D-zy-BbH72c/s320/08252007403.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;มีคุณลุง...กะพวกพี่ๆใจดีเยอะแยะเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;a href="http://bp3.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/Rtbaj1HcPxI/AAAAAAAAAK8/KW-PLM90_cs/s1600-h/08262007439.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5104507536759602962" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp3.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/Rtbaj1HcPxI/AAAAAAAAAK8/KW-PLM90_cs/s320/08262007439.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;แต่...ไม่มีขนมให้คุณนายแม่ของหนูกินอะ  คุณแม่น้ำหนักลดไปตั้งสองขีด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;a href="http://bp3.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RtbaQ1HcPwI/AAAAAAAAAK0/ZhOY5iiP6GE/s1600-h/08262007444.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5104507210342088450" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp3.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RtbaQ1HcPwI/AAAAAAAAAK0/ZhOY5iiP6GE/s320/08262007444.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;คนนี้คือคนที่แต่งเพลงประกอบรายการ คอ คนนั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;a href="http://bp0.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RtbaAFHcPvI/AAAAAAAAAKs/4XoyQ2Rlrj8/s1600-h/08262007428.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5104506922579279602" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp0.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RtbaAFHcPvI/AAAAAAAAAKs/4XoyQ2Rlrj8/s320/08262007428.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; เค้านั่งคุยกันเรื่องบล็อกแหละ&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5104506634816470754" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp1.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RtbZvVHcPuI/AAAAAAAAAKk/nk5hfDgvFJI/s320/08262007429.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;คนนี้ไง"พ่อพเยีย"&lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;a href="http://bp3.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RtbZj1HcPtI/AAAAAAAAAKc/MMeneIuIjfw/s1600-h/08262007413.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5104506437247975122" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp3.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RtbZj1HcPtI/AAAAAAAAAKc/MMeneIuIjfw/s320/08262007413.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;อาจารย์เทพสอนเด็กวาดรูป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;a href="http://bp3.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RtbZX1HcPsI/AAAAAAAAAKU/C8gEGJtbaoI/s1600-h/08262007407.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5104506231089544898" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp3.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RtbZX1HcPsI/AAAAAAAAAKU/C8gEGJtbaoI/s320/08262007407.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ด๊อกเตอร์ป๊อบ...ไฮเปอร์สุดๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;a href="http://bp0.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RtbZMFHcPrI/AAAAAAAAAKM/10ZkWKX_tkk/s1600-h/08262007406.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5104506029226081970" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp0.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RtbZMFHcPrI/AAAAAAAAAKM/10ZkWKX_tkk/s320/08262007406.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ไม่อยู่สุขเลย...อยู่เสาร์อาทิตย์  จันทร์อังคารฯ  (มุกแป้กกกกก)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;a href="http://bp2.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RtbZElHcPqI/AAAAAAAAAKE/ZP6UWJdNl1Q/s1600-h/08262007405.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5104505900377063074" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp2.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RtbZElHcPqI/AAAAAAAAAKE/ZP6UWJdNl1Q/s320/08262007405.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;เค้าคุยกะพี่เอก  วิชัยซึ่งงานนี้มีเหงาหงอยยยยย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;a href="http://bp2.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RtbY3lHcPpI/AAAAAAAAAJ8/GthyJ9QRpl4/s1600-h/08252007395.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5104505677038763666" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp2.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RtbY3lHcPpI/AAAAAAAAAJ8/GthyJ9QRpl4/s320/08252007395.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;เอะ...แล้วมีอะไรอีกล่ะเนี่ย?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;a href="http://bp1.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RtbYtVHcPoI/AAAAAAAAAJ0/XXCJgsCoD7o/s1600-h/08252007393.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5104505500945104514" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp1.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RtbYtVHcPoI/AAAAAAAAAJ0/XXCJgsCoD7o/s320/08252007393.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;คุณอาไวท์  ศักดิ์ศิริ  มีสมสืบน่ะเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;a href="http://bp1.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RtbYgVHcPnI/AAAAAAAAAJs/vpNlwvrugdM/s1600-h/08252007390.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5104505277606805106" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp1.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RtbYgVHcPnI/AAAAAAAAAJs/vpNlwvrugdM/s320/08252007390.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;มาเล่านิทาน...ร้องเพลงให้เด็กๆฟัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;a href="http://bp3.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RtbYQ1HcPmI/AAAAAAAAAJk/-avJmXLGVb4/s1600-h/08252007386.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5104505011318832738" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp3.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RtbYQ1HcPmI/AAAAAAAAAJk/-avJmXLGVb4/s320/08252007386.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; พี่แปม  กว่าชื่นลูกสาวนายก(สมาคมนักเขียนฯ)ดำเนินรายการอย่างสนุกสนาน&lt;/div&gt;&lt;div&gt;---------&lt;/div&gt;&lt;div&gt;คุณนายแม่กลับบ้านมาดึ๊กดึก  แถมยังบ่นกะเพื่อนด้วยว่า  เจอแท๊กซี่งี่เง่า  &lt;/div&gt;&lt;div&gt;คุณนายแม่หลงทางบ่อย  แล้วก้อเจอแท๊กซี่งี่เง่าบ่อยๆด้วยล่ะ  &lt;/div&gt;&lt;div&gt;เพื่อนคุณนายแม่บอกว่า  เค้าคงเห็นคุณนายแม่หน้าแบ๊ว  ก้อเลยกลั่นแกล้งซะหน่อย&lt;/div&gt;&lt;div&gt;  เฮ้อออออ  แต่หนูเชื่อว่า  คุณนายแม่ชินซะแล้วล่ะ  &lt;/div&gt;&lt;div&gt;เหมือนกะที่เคยชินกะความซุกซนของหนูไง  คิกๆๆๆ&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;--------------------------------&lt;br /&gt;" All Copyright©Nanthanatcha "&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;"ยิ้มให้กับความทุกข์  แล้วเราจะมีความสุขที่สุดในโลก"&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/18108709-2526582124661142776?l=prettynathalie.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/18108709/posts/default/2526582124661142776'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/18108709/posts/default/2526582124661142776'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://prettynathalie.blogspot.com/2007/08/blog-post_30.html' title='รูปจากงานหนังสือในสวน'/><author><name>Nathalie</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03717134047633747256</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='http://www.fileupyours.com/files/107866/06-001-ic-kitty1.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://bp0.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RtbcUFHcP3I/AAAAAAAAALs/ATQM1hpi6lo/s72-c/08272007456.jpg' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-18108709.post-2171789873840873426</id><published>2007-08-27T15:24:00.000+07:00</published><updated>2007-08-27T15:24:54.472+07:00</updated><title type='text'>แบบปอนปอน</title><content type='html'>&lt;div align="center"&gt;&lt;a href="http://bp2.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RtKDJlHcPlI/AAAAAAAAAJc/S22Puj-ZNE4/s1600-h/08212007376.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5103285528369577554" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp2.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RtKDJlHcPlI/AAAAAAAAAJc/S22Puj-ZNE4/s320/08212007376.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; วันนี้หัวสมองว่างเปล่า...(เอาไปตีปังย่าหมดอะนะ)&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;a href="http://bp3.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RtKC81HcPkI/AAAAAAAAAJU/XQvw8S4AGT0/s1600-h/08222007382.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5103285309326245442" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp3.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RtKC81HcPkI/AAAAAAAAAJU/XQvw8S4AGT0/s320/08222007382.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; แต่ว่า...ก้อยังหาอะไรมาอัพในบล็อกจนได้  จุ๊...จุ๊...รับรอง  "แล่ม!!!"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://bp1.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RtKCsVHcPjI/AAAAAAAAAJM/lJcxlrHIxJk/s1600-h/08262007425.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5103285025858403890" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp1.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RtKCsVHcPjI/AAAAAAAAAJM/lJcxlrHIxJk/s320/08262007425.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; กรี๊ดดดด...กรี๊ดดดด...กรี๊ดดดด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;a href="http://bp0.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RtKCXFHcPiI/AAAAAAAAAJE/qX-SZ43MgVk/s1600-h/08262007447.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5103284660786183714" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp0.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RtKCXFHcPiI/AAAAAAAAAJE/qX-SZ43MgVk/s320/08262007447.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;เล่มซ้ายมือคือ...เล่มที่พี่ปอนวาดแล้วชอบมาก  เลยเก็บเอาไว้เอง (ซะงั้น)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;a href="http://bp2.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RtKCIlHcPhI/AAAAAAAAAI8/CH7WNqshK5M/s1600-h/08272007449.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5103284411678080530" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp2.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RtKCIlHcPhI/AAAAAAAAAI8/CH7WNqshK5M/s320/08272007449.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;แต่เล่มนี้..."พิเศษ"  คิกๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;a href="http://bp1.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RtKB_VHcPgI/AAAAAAAAAI0/qU7TwAKgTV8/s1600-h/08272007448.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5103284252764290562" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp1.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RtKB_VHcPgI/AAAAAAAAAI0/qU7TwAKgTV8/s320/08272007448.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;วาดให้ "ใบข้าว" กรี๊ดดดด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;a href="http://bp0.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RtKBtFHcPfI/AAAAAAAAAIs/G27HKPVJyzs/s1600-h/08262007421.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5103283939231677938" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp0.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RtKBtFHcPfI/AAAAAAAAAIs/G27HKPVJyzs/s320/08262007421.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;พี่ปอนในภาค "คนวาดรูป"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;a href="http://bp2.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RtKBjlHcPeI/AAAAAAAAAIk/h4JATMnKGvg/s1600-h/08262007420.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5103283776022920674" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp2.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RtKBjlHcPeI/AAAAAAAAAIk/h4JATMnKGvg/s320/08262007420.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ตั้งอกตั้งใจแบบสุดๆไปเลย...โอ้วเย่...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;a href="http://bp3.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RtKBY1HcPdI/AAAAAAAAAIc/HgNZhtyY-BU/s1600-h/08262007419.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5103283591339326930" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp3.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RtKBY1HcPdI/AAAAAAAAAIc/HgNZhtyY-BU/s320/08262007419.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; อ้ากกกก...พี่ปอนน่ารัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แบบนี้ไอ้นันท์มีแรงเขียนหนังสืออีกแยะเลย...สู้ๆสู้ตาย  พี่ปอนชมด้วยว่า"เขียนหนังสือดี"  อิอิ  &lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;คนที่เป็นแรงบันดาลใจให้เขียนหนังสือพูดมาแบบนี้  ไอ้นันท์ยอมตายคากระดาษกะปากกากันเลยทีเดียว&lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;(สองทีมะได้นะ...แยะไป  ฮา)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;--------------------------------&lt;br /&gt;" All Copyright©Nanthanatcha "&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;"ยิ้มให้กับความทุกข์  แล้วเราจะมีความสุขที่สุดในโลก"&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/18108709-2171789873840873426?l=prettynathalie.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/18108709/posts/default/2171789873840873426'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/18108709/posts/default/2171789873840873426'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://prettynathalie.blogspot.com/2007/08/blog-post_2692.html' title='แบบปอนปอน'/><author><name>Nathalie</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03717134047633747256</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='http://www.fileupyours.com/files/107866/06-001-ic-kitty1.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://bp2.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RtKDJlHcPlI/AAAAAAAAAJc/S22Puj-ZNE4/s72-c/08212007376.jpg' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-18108709.post-6408292344299243757</id><published>2007-08-26T01:14:00.000+07:00</published><updated>2007-08-26T01:14:14.627+07:00</updated><title type='text'>วันสิ้นคิด</title><content type='html'>&lt;div align="center"&gt;&lt;a href="http://bp0.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RtBuylHcPcI/AAAAAAAAAIU/4pNLZpjmdZI/s1600-h/08182007362.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5102700193046609346" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp0.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RtBuylHcPcI/AAAAAAAAAIU/4pNLZpjmdZI/s320/08182007362.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt; ว่าที่นางแบบน้อยๆ&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;a href="http://bp2.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RtBuTFHcPbI/AAAAAAAAAIM/i3rmvSEGh50/s1600-h/08182007360.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5102699651880730034" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp2.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RtBuTFHcPbI/AAAAAAAAAIM/i3rmvSEGh50/s320/08182007360.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; น้องนุถค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://bp2.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RtBuIFHcPaI/AAAAAAAAAIE/T7NXfpuv5m0/s1600-h/08182007361.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5102699462902168994" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp2.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RtBuIFHcPaI/AAAAAAAAAIE/T7NXfpuv5m0/s320/08182007361.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;หนูน่ารักมั้ยคะ?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;a href="http://bp3.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RtBt4VHcPZI/AAAAAAAAAH8/fULiJcJjUn8/s1600-h/08182007356.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5102699192319229330" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp3.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RtBt4VHcPZI/AAAAAAAAAH8/fULiJcJjUn8/s320/08182007356.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;คนกลางคือ "เจ้าสาว" วันนี้เจ้าบ่าวยังมะมา&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;a href="http://bp2.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RtBtUFHcPYI/AAAAAAAAAH0/4KLDcLPXFSw/s1600-h/08182007358.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5102698569548971394" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp2.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RtBtUFHcPYI/AAAAAAAAAH0/4KLDcLPXFSw/s320/08182007358.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;สองคนซ้ายขวา...(มะสามารถจำได้ว่าใครอะ  แงๆ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;a href="http://bp2.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RtBslFHcPXI/AAAAAAAAAHs/mkSsALr3hj4/s1600-h/08182007357.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5102697762095119730" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp2.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RtBslFHcPXI/AAAAAAAAAHs/mkSsALr3hj4/s320/08182007357.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; พี่ใบ,พี่แหม่ม,(จำมะได้),จูวัน&lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;             ----------------------&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;วันนี้สิ้นคิดอีกแล้ว  เลยเอารูปเล็กๆน้อยๆที่งานแต่งงานพี่แหม่มมาแปะ  หุหุ  &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;เป็นอีกวันที่ไอ้นันท์พยายามทำตัวเล็กๆ  นั่งแอบๆ  &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;แบบว่ากลัวโดนรุมสัมภาษณ์จากบรรดาญาติๆของพี่ใบอีกอะนะ  &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;เป็นอะไรที่น่าเศร้า!!!  &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;น้องนุถยังน่ารัก  น่าเอ็นดูเหมือนเดิม  &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;แต่วันนี้เธอเล่นตัวนิดหน่อย  เพราะคนเยอะมาก  &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;มีตัวเลือกเยอะ  (ประมาณนั้น)  &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;เลยไม่สนใจไอ้นันท์เลยซักกะติ๊ดดดด  &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;กว่าจะงอนง้อขอเธอถ่ายรูปได้  &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;ใช้มารยากันหลายกระบุงเชียว  หุหุ  &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;แต่ว่า...น้องนุถก้อไม่ได้ทำให้ผิดหวัง  &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;แอคชั่นให้แบบสุดๆ  &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;งุงิ...งุงิ&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;--------------------------------&lt;br /&gt;" All Copyright©Nanthanatcha "&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;"ยิ้มให้กับความทุกข์  แล้วเราจะมีความสุขที่สุดในโลก"&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/18108709-6408292344299243757?l=prettynathalie.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/18108709/posts/default/6408292344299243757'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/18108709/posts/default/6408292344299243757'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://prettynathalie.blogspot.com/2007/08/blog-post_26.html' title='วันสิ้นคิด'/><author><name>Nathalie</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03717134047633747256</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='http://www.fileupyours.com/files/107866/06-001-ic-kitty1.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://bp0.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RtBuylHcPcI/AAAAAAAAAIU/4pNLZpjmdZI/s72-c/08182007362.jpg' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-18108709.post-8143656883280206191</id><published>2007-08-22T15:45:00.000+07:00</published><updated>2007-08-22T15:45:29.860+07:00</updated><title type='text'>แบบว่า "โต๋เต๋"</title><content type='html'>&lt;div align="center"&gt;&lt;a href="http://bp2.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/Rsv3FVHcPWI/AAAAAAAAAHk/IjjII9bKN7k/s1600-h/08212007369.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5101442673866980706" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp2.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/Rsv3FVHcPWI/AAAAAAAAAHk/IjjII9bKN7k/s320/08212007369.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; แกล้งหลับ!!!&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;a href="http://bp0.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/Rsv211HcPVI/AAAAAAAAAHc/-IS3vhFvOEA/s1600-h/08132007330.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5101442407579008338" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp0.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/Rsv211HcPVI/AAAAAAAAAHc/-IS3vhFvOEA/s320/08132007330.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; กะลังเหม่อครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://bp2.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/Rsv2jVHcPUI/AAAAAAAAAHU/VtB3AzDhTnk/s1600-h/08112007321.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5101442089751428418" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp2.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/Rsv2jVHcPUI/AAAAAAAAAHU/VtB3AzDhTnk/s320/08112007321.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;หม่ำๆ  ทุเรียน...อาหย่อยยยย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;a href="http://bp1.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/Rsv2SFHcPTI/AAAAAAAAAHM/E9STWIWL2NM/s1600-h/08212007367.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5101441793398684978" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp1.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/Rsv2SFHcPTI/AAAAAAAAAHM/E9STWIWL2NM/s320/08212007367.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; หนูสู้(กล้อง)นะจะบอกให้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;--------------------------------&lt;br /&gt;" All Copyright©Nanthanatcha "&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;"ยิ้มให้กับความทุกข์  แล้วเราจะมีความสุขที่สุดในโลก"&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/18108709-8143656883280206191?l=prettynathalie.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/18108709/posts/default/8143656883280206191'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/18108709/posts/default/8143656883280206191'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://prettynathalie.blogspot.com/2007/08/blog-post_22.html' title='แบบว่า &quot;โต๋เต๋&quot;'/><author><name>Nathalie</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03717134047633747256</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='http://www.fileupyours.com/files/107866/06-001-ic-kitty1.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://bp2.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/Rsv3FVHcPWI/AAAAAAAAAHk/IjjII9bKN7k/s72-c/08212007369.jpg' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-18108709.post-1527227284104403771</id><published>2007-08-07T23:15:00.000+07:00</published><updated>2007-08-07T23:15:16.393+07:00</updated><title type='text'>ความหมายของ"ใบข้าว"</title><content type='html'>&lt;a href="http://bp3.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RriT4Gdx2eI/AAAAAAAAAHE/lsnLt0Ie0xk/s1600-h/b%20apron%20ghosts.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5095985570387188194" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp3.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RriT4Gdx2eI/AAAAAAAAAHE/lsnLt0Ie0xk/s320/b%2520apron%2520ghosts.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; นานมากแล้วที่ฉันใช้ชื่อ"ใบข้าว"ในการเขียนหนังสือ&lt;br /&gt;นานซะจนฉันลืมไปแล้วว่า  อะไรเป็นต้นเหตุให้ใช้ชื่อนี้  และมีความหมายว่ายังไง?&lt;br /&gt;จนกระทั่งเมื่อวันก่อน...วันที่เจ้าของความรักของฉันเปิดหนังสือของฉันออกอ่าน&lt;br /&gt;เค้าหันมาตั้งคำถามกับฉันว่า ทำไมถึงใช้ชื่อนี้?  มีความหมายอะไรซ่อนแฝงไว้มั้ย?&lt;br /&gt;ฉันนิ่งนึกอยู่นาน  ก่อนจะส่ายหน้า  พร้อมกับยืนยันว่าไม่มีอะไรทั้งนั้น&lt;br /&gt;คนเดิมยังไม่ยอมเลิกคาดคั้น  จนพี่ชายต้องเข้ามาช่วยฉัน&lt;br /&gt;"ใบข้าว  มันคม  แปลว่าสำนวนเค้าต้องคมสิ  ถึงใช้ชื่อนี้"&lt;br /&gt;พี่ชายบอกแบบนั้น  แต่คนเดิมดันแปลอีกทีว่า...&lt;br /&gt;"เหมือนกับใบข้าวใช่มั้ย  ที่ดูเหมือนจะไม่มีพิษสงอะไร  แต่จริงๆแล้วใครอยู่ใกล้จะเจ็บตัว&lt;br /&gt;เป็นแบบนี้ทั้งสำนวน  และคนเขียน"&lt;br /&gt;ฉันได้แค่พยักหน้า  และบอกว่า "ช่างคิดเนอะ"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มันทำให้ฉันนึกย้อนกลับไปถึงวันแรกที่เราสองคนได้ทำความรู้จักกัน&lt;br /&gt;ใครจะคาดคิดว่าความสัมพันธ์จะยืดยาวมานานถึงป่านนี้ &lt;br /&gt;ฉันเอง...ไม่เคยคาดหวังด้วยซ้ำไป &lt;br /&gt;แต่คนสองคนที่พระเจ้าสร้างมาเพื่อที่จะได้ยืนอยู่ข้างๆกัน  ไม่ว่ายังไงก้อตาม&lt;br /&gt;"เค้าสองคนก้อจะได้ยืนอยู่ข้างๆกันเสมอ"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉันดีใจมากมายที่ได้อยู่ในชีวิตของเจ้าของความรักของฉัน&lt;br /&gt;ฉันดีใจมากมายที่ครอบครัวของคนเดิมเปิดกว้างต้อนรับฉัน&lt;br /&gt;ทั้งๆที่ฉันแปลกแยกเหลือเกิน&lt;br /&gt;ทั้งในสังคมที่ฉันอยู่มากว่ายี่สิบปี&lt;br /&gt;ยิ่งในสังคมที่เค้าอยู่ด้วยแล้ว  ฉันยิ่งแปลกประหลาดเข้าไปใหญ่ &lt;br /&gt;ฉันจะพยายามปรับเปลี่ยนตัวเองต่อไป  แม้จะรู้ว่าเธอเข้าใจและรับได้ในความเป็นฉัน&lt;br /&gt;แต่ฉันอยากที่จะอยู่ข้างๆเธออย่างสมศักดิ์ศรี...คนดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"คนที่เป็นเจ้าของทั้งหมดความรักของฉัน"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;--------------------------------&lt;br /&gt;" All Copyright©Nanthanatcha "&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;"ยิ้มให้กับความทุกข์  แล้วเราจะมีความสุขที่สุดในโลก"&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/18108709-1527227284104403771?l=prettynathalie.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/18108709/posts/default/1527227284104403771'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/18108709/posts/default/1527227284104403771'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://prettynathalie.blogspot.com/2007/08/blog-post.html' title='ความหมายของ&quot;ใบข้าว&quot;'/><author><name>Nathalie</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03717134047633747256</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='http://www.fileupyours.com/files/107866/06-001-ic-kitty1.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://bp3.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RriT4Gdx2eI/AAAAAAAAAHE/lsnLt0Ie0xk/s72-c/b%2520apron%2520ghosts.jpg' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-18108709.post-7808476359708206685</id><published>2007-07-27T02:51:00.000+07:00</published><updated>2007-07-27T02:51:39.033+07:00</updated><title type='text'>เคยเลี้ยงแมวรึเปล่า?</title><content type='html'>&lt;a href="http://bp3.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/Rqj2QGdx2dI/AAAAAAAAAG8/lYDiIjeem9A/s1600-h/kitty-tongue.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5091590135216200146" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp3.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/Rqj2QGdx2dI/AAAAAAAAAG8/lYDiIjeem9A/s320/kitty-tongue.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;โต๋เต๋ กะ ต้องตา เป็นผลผลิตของวาฬน้อย กะถุงทรัพย์&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;ถูกขอมาเลี้ยงตั้งแต่ยังเล็ก จนป่านนี้ โตแล้ว...&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;แต่ว่า เจ้าสองตัวนี้ คงคิดถึงแม่ และคิดว่าตัวเองยังเด็กอยู่&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;สองตัวนี่ มี"แม่หมี" และ "ผ้าเน่า" เป็นของรักของหวง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;แม่หมี...คือตุ๊กตาหมีเน่าๆของฉันเอง ซึ่ง ณ ตอนนี้เป็นแม่(สมมุติ)ของเด็กๆไปแล้ว&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;ผ้าเน่า...คือเศษผ้าเล็กๆสีแดง ซึ่งหลุดมาจากผ้าเช็ดเท้า เป็นของเล่นชิ้นโปรดของเด็กๆ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;--------------------&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;ตอนนี้"รัก"เด็กๆสองตัวนี้มาก แต่ว่า "ยังไม่เท่ารักวาฬน้อย"&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;คิดถึงวาฬน้อย...คิดถึงวาฬน้อย...คิดถึงวาฬน้อย...คิดถึงวาฬน้อย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;--------------------&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;เด็กๆสองตัวนี้ ไม่มีปลอกคอใส่&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;แต่ฉันเชื่อว่า มันรู้ว่า ฉันรักมันมากแค่ไหน &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;และฉันก้อคิดว่ามันรักฉันมากๆเช่นเดียวกัน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;เพราะว่า เด็กๆติดฉันแจเชียว &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;ถ้าฉันอยู่ในห้อง สองตัวนี้ก้อจะไม่ไปไหน อยู่ในห้อง วิ่งบ้าง นอนบ้างไปตามเรื่อง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;ฉันเดินลงข้างล่างเมื่อไหร่...วิ่งตาม&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;ถ้าหากว่า อยากเล่นข้างล่าง จะเพียรเดินมาเรียก  ให้ลงไปอยู่ข้างล่างเป็นเพื่อนกัน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;นั่นคือการแสดงออกซึ่งความรักแบบแมวๆ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;--------------------&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;แต่กับบางคน...แม้ว่าจะพยายามแสดงความเป็นเจ้าของเค้ามากแค่ไหน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;เราก้อครอบครองเค้าไม่ได้ เพราะหัวใจเค้าไม่ได้ภักดีต่อเรา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;--------------------&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;--------------------------------&lt;br /&gt;" All Copyright©Nanthanatcha "&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;"ยิ้มให้กับความทุกข์  แล้วเราจะมีความสุขที่สุดในโลก"&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/18108709-7808476359708206685?l=prettynathalie.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/18108709/posts/default/7808476359708206685'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/18108709/posts/default/7808476359708206685'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://prettynathalie.blogspot.com/2007/07/blog-post_27.html' title='เคยเลี้ยงแมวรึเปล่า?'/><author><name>Nathalie</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03717134047633747256</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='http://www.fileupyours.com/files/107866/06-001-ic-kitty1.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://bp3.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/Rqj2QGdx2dI/AAAAAAAAAG8/lYDiIjeem9A/s72-c/kitty-tongue.jpg' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-18108709.post-5586040457044558832</id><published>2007-07-24T16:04:00.000+07:00</published><updated>2007-07-24T16:04:14.609+07:00</updated><title type='text'>พัทยา...ฮาเฮ</title><content type='html'>แม้ว่าจุดประสงค์หลักของการไปพัทยาในครั้งนี้จะบั่นทอนบรรยากาศอันควรจะรื่นเริงของการไปทะเลไปมากโข แต่พลพรรครักความหรรษาอย่างฉันกับเพื่อนร่วมงานอีกเจ็ดแปดคน ก็ไม่ย่อท้อต่อการแสวงหาความสุขเล็กๆน้อยๆใส่ตัวจากการเดินทาง&lt;br /&gt;พวกเราออกเดินทางด้วยรถตู้มุ่งหน้าสู่พัทยาตอนทุ่มกว่า ความเคร่งเครียดจากการทำงานมาทั้งวัน บวกกับความโหยหิวจนไส้กิ่วของฉันทำให้หมดกะจิตกะใจที่จะหาความบันเทิงใส่ตัวในคืนแรกของการไปถึง พอเช็คอินได้ ก็สลบไศล หลับเป็นตายจนรุ่งเช้า&lt;br /&gt;หลังจากที่ได้อิ่มหนำกับบุฟเฟ่ต์อาหารเช้าแบบนานาชาติของดุสิตธานีแล้ว ฉันกับเพื่อนก็เริ่มสอดส่ายสายตาทำท่าจะคว้าหนุ่มสาวตาน้ำข้าวที่เดินอยู่เกลื่อนกลาดมายากระเพาะสักสามสี่คน แต่ความบันเทิงเริงใจที่ยังไม่ได้เริ่มต้นก็มีอันต้องปี้ป่นย่อยยับ เมื่อเจ้านายประกาศเส้นตายให้ทุกคนไปถึงห้องสัมมนาของโรงแรมที่จองไว้ภายในสิบนาที ...เพิ่งจะสำนึกได้ เจ้านายไม่ได้พาพวกเรามาเที่ยวนี่หว่า แค่พามาเปลี่ยนบรรยากาศของการประชุมงานเท่านั้นเอง&lt;br /&gt;พวกเราเดินออกห้องประชุมตอนห้าโมงเย็นกว่าๆในสารรูปที่คล้ายไปออกรบมาสักเจ็ดสมรภูมิ หน้ามืดตาลายคล้ายจะขาดใจตายในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า ไม่ได้มีสาเหตุมาจากความโหยหิว ท้องไส้มันลืมเวลากินข้าวเย็นเพราะการประชุมแบบปิดประตูตีแมวของเจ้านาย นอกจากจะแอบหลบอู้ไม่ได้แล้วยังบังคับให้ปิดมือถืออีกต่างหาก กว่าจะตั้งหลักได้ ก็ตอนที่เจ้านายพาพวกเรามานั่งหรูหราอยู่ในร้านอาหารริมทะเลเป็นการปลอบขวัญ มืดมิดจนมองไม่เห็นอะไร พวกเราก็เลยไม่ตื่นเต้นกับได้โต๊ะที่ติดกับทะเล ทรมานใจกันมาทั้งวันฉันก็เลยกระหน่ำกินซะให้สาสม แต่เจ้านายก็ไม่เปิดโอกาสให้ฉันเอาคืนได้นานนัก หักหาญน้ำใจกันอีกรอบ ด้วยการสั่งเช็คบิลด่วน แล้วนำขบวนเคลื่อนพลกลับขึ้นรถตู้ เมื่อรู้ว่ากำหนดโชว์อลังการที่ตั้งตาจะดู กำลังจะถึงเวลาเริ่มต้นอยู่รอมร่อ&lt;br /&gt;พอลงจากรถตู้ได้ฉันก็ยิ่งคับแค้นใจ เจ้านายพาพวกเรามาที่ไหน ทำไมมันถึงได้ดูร้างผู้คนได้ขนาดนี้ ตรงบริเวณที่จอดรถมีแค่รถบัสขนาดใหญ่จอดอยู่สามสี่คัน แล้วดีกรีความเซ็งของฉันก็ยิ่งพุ่งปรี๊ดเข้าไปใหญ่ เพราะนอกจากจะมีราคาบัตร(ที่อุตส่าห์เลือกแบบไม่รวมอาหารแล้วนะ)ที่แพงแบบมหาบรรลัย แล้วยังห้ามถ่ายรูปอีกต่างหาก พอหลุดผ่านเข้าประตูไปได้ก็ต้องตื่นตาตื่นใจกับเด็กผมจุกในชุดไทยที่วิ่งไปวิ่งมา บรรยากาศรอบข้างทำให้รู้สึกราวกับว่าได้ย้อนเวลาเข้าไปอยู่ในยุคเมื่อหลายร้อยปีก่อน ระหว่างที่เข้านั่งรอชมการแสดงอยู่ในฮอลล์ พวกเราก็ลุกขึ้นยืนทำความเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมีอย่างพร้อมเพรียง และเมื่อมองไปรอบข้างมีแต่สายตาของชาวต่างชาติที่มองเราแบบแปลกๆ แล้วพวกเขาก็ค่อยๆลุกขึ้นยืนบ้าง บางคนกว่าจะตั้งสติได้ก็เกือบจะจบเพลงแล้วด้วยซ้ำไป ทำให้อดไม่ได้ที่จะรู้สึกภูมิใจ ที่พวกเราได้ทำให้ชาวต่างชาติพลอยเคารพในสถาบันอันเป็นที่รักของเราด้วย&lt;br /&gt;โชว์ของอลังการมุ่งเน้นที่จะแสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรม ความเป็นอยู่ของคนไทยในสมัยก่อน ทั้งการหมั้นหมายสู่ขอ เรื่อยต่อไปจนถึงการรบทัพจับศึก จึงทำให้ฉันเลิกสงสัยว่าทำไมที่นี่ถึงได้มีแค่พนักงานเท่านั้นที่เป็นชาวไทย เพราะเพื่อนที่ไปด้วยกันยังแอบนั่งหาว ยกเว้นเจ้านายที่ดูเอ็นจอยมากที่สุด(ทั้งๆที่เป็นคนไทย เอ่อ... ไม่เข้าใจอ่ะ)&lt;br /&gt;สำหรับฉันนับว่าคุ้มค่าเมื่อนำราคาบัตรที่ต้องจ่ายมาเปรียบเทียบกับการแสดงสองชั่วโมงกว่าที่ได้เห็นอีกรอบ เพราะโชว์ดีๆที่ขนช้างตัวเป็นๆมาให้เห็นกันแบบจะจะเป็นโขลงแบบนี้ คงไม่มีบาร์ไหนทำได้แน่ๆ และนับวันสิ่งดีๆที่เก่าแก่ก็มีแต่จะเลือนหายไป ไม่รู้ว่าเป็นเพราะวิถีชีวิตประจำวันหรือว่ากระแสจิตสำนึกของเรากันแน่ที่ก้าวออกห่างจากความรักในชาติบ้านเกิด น่าเสียดายที่คนไทยนึกได้แค่ชื่ออัลคาซ่าเมื่อถามหาสถานบันเทิงในพัทยา ดูเหมือนนอกเหนือจากชาวต่างชาติที่มากับกรุ๊ปทัวร์แล้ว พวกเราจะเป็นคนไทยเพียงกลุ่มเดียวที่แวะเวียนมาในรอบหลายนานของพวกเขา เพราะให้ความสนอกสนใจกับพวกเราเสียจนอยากจะฝากเพื่อนตัวกลมเอาไว้ให้เขาได้ฝึกด้วย พวกเราจะได้หาโอกาสแวะไปอีกบ่อยๆ&lt;br /&gt;ระหว่างที่มุ่งหน้ากลับโรงแรมไม่มีใครพูดอะไร เพราะเจ้านายก็ยังไม่หายอิน ในขณะที่คนอื่นๆทำท่าขมขื่นเสียจนอยากจะอ้วกออกมาเป็นศาลาทรงไทย ให้มันได้ยังงี้ดิ...&lt;br /&gt;เช้าวันที่สองของการประชุมและเป็นวันสุดท้ายที่พวกเราจะได้อยู่ที่พัทยา พวกเราหอบกระเป๋าสัมภาระลงมาเช็คเอ้าท์รอตั้งแต่แปดโมงเช้า ก่อนจะเดินคอตกเข้าห้องสังหารโหดตอนเก้าโมง กว่าจะได้เดินโสลเสลออกมาจากห้องประชุมก็ปาเข้าไปเกือบบ่ายสอง เจ้านายคงปราณีก็เลยตั้งใจที่จะบุ๊คเวลาใช้ห้องสัมมนาไว้แค่นั้น พอขึ้นรถตู้ได้ก็บอกคนขับให้มุ่งหน้าไปที่ร้านส้มตำขึ้นชื่อของพัทยาแบบด่วนๆ พอสมองหายมึนก็เริ่มหิวกันทั่วหน้า เพราะพวกเราพร้อมใจกันหิ้วท้องข้ามมื้อเที่ยงมา ระหว่างที่พวกเรากำลังกินกันอย่างล้างผลาญ เจ้านายก็นั่งหากิจกรรมมากระชับความสัมพันธ์อันดีอยู่แล้วของพวกเราให้แน่นแฟ้นขึ้นไปอีก ถ้าความรู้สึกนึกคิดส่งเสียงได้ เจ้านายจะรู้ว่าพวกเราทุกคนไม่เห็นด้วยเลยแม้แต่น้อย หัวจิตหัวใจมันลอยกลับกรุงเทพฯไปตั้งแต่เมื่อคืนนี้แล้ว&lt;br /&gt;โชคดีที่กิจกรรมแอดเวนเจอร์อย่างเพ้นท์บอลที่เจ้านาย(อีกแล้ว)อยากเล่นปิดกิจการไปแล้ว (เพื่อนที่โทรติดต่อมันบอกว่าอย่างนั้น) แต่พวกเราก็ไม่อาจรอดจากพ้นจากความซาดิสม์เล็กๆของความคิดเจ้านายไปได้ พาพวกเราไปที่แหล่งรวมความบันเทิงตอนกลางวันของพัทยา ทำตัวเป็นหัวแก๊งพาพวกเราเล่นในสวนสนุกทั้งตะลุยเขาวงกตกระจกเงา เข้าไปนั่งดูหนังสามมิติ ชมของแปลกในพิพิธภัณฑ์ลิบลี่ย์ที่เล่นเอาฉันมึนไปเป็นเดือน เพราะดันไปอ่านคู่มืออย่างละเอียดเข้า แล้วไม่สามารถแยกแยะได้ว่าข้อมูลที่ได้อ่านมันจริงหรือหลอกกันแน่ ก่อนจะปิดท้ายที่โกดังผี ที่สร้างทั้งความเสียวความฮาให้พวกเราหยิบมานั่งเม้าท์ได้อีกหลายเดือน&lt;br /&gt;โกดังผีที่สร้างความสยดสยองได้ตั้งแต่ด้านหน้าบริเวณที่ซื้อบัตรผ่านประตู มีกฎเหล็กอยู่ว่าจะมีเชือกขนาดใหญ่ให้หนึ่งเส้นเป็นเหมือนเครื่องรางของขลังที่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ห้ามปล่อยมือจากเชือกโดยเด็ดขาด พวกเราพร้อมทำตามอย่างว่าง่าย ยื้อแย่งตำแหน่งที่จะได้ยืนอยู่ในแถวกันอุตลุด ไม่รู้ด้วยความเต็มใจหรือเปล่า แต่เจ้านายของพวกเราก็ได้เป็นคนนำทาง ฉันเดินรั้งท้ายด้วยเหตุผลที่อาวุโสน้อยที่สุดในกลุ่ม (ยังงงจนถึงวันนี้ว่ามันมีส่วนเกี่ยวกันยังไง) เหลียวซ้ายแลขวา ไม่มีเพื่อนร่วมชะตากรรมให้อุ่นใจเลย พาลคิดไปว่านี่ถ้าเกิดการช็อกตายหมู่ขึ้นมาจะมีคนเข้ามาพบศพตอนไหน แต่เจ้านายก็ไม่ปล่อยให้ฉันได้คิดฟุ้งซ่านนานนัก ออกเดินดุ่มๆนำเข้าไปในโกดัง ไม่ปล่อยให้ทำใจกันมั่งเลย&lt;br /&gt;ทั้งๆที่รู้อยู่เต็มอกว่าผีที่โผล่หน้ามาหลอกน่ะของเก๊ แต่บรรดาหญิงสาวซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของพวกเราก็กรี๊ดลั่น อกสั่นขวัญแขวนกันทั่วหน้า ในขณะที่เจ้านายก็ตั้งหน้าตั้งตาดึงเชือกลากพาพวกเราเดินต่อไป และใช้โบรชัวร์ที่ถือติดมือมาปัดๆเขี่ยๆตรงหน้าผีที่โผล่มาหลอก ต้องมีเซ็งกันมั่งแน่ๆที่ดันมาเสียชาติผีกันง่ายๆ และไม่ไยดีแบบนี้ เป้าหมายหลักของผีทั้งหลายจึงอยู่ที่สี่ห้าคนตรงท้ายขบวน ไม่ขออธิบายว่าชุลมุนขนาดไหน แต่สรุปให้เข้าใจง่ายๆว่าตอนที่เดินออกมา ฉันมายืนอยู่หน้าขบวนได้ยังไงก็ไม่รู้ และในมือก็ยังคงถือเชือกเส้นเดียวกันกับเพื่อนๆอยู่แน่นอีกต่างหาก&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5087859882823754690" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp3.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/Rpu1m1aro8I/AAAAAAAAAGs/fV_zSc1Q0BE/s320/pataya2.JPG" border="0" /&gt;พวกเราใช้เวลาชั่วโมงกว่าๆที่รถตู้พาพวกเรากลับเข้ากรุงเทพฯให้เป็นประโยชน์ด้วยการหลับใหลไม่ได้สติ พรุ่งนี้ยังมีหน้าที่การงานที่ออฟฟิศรออยู่ นึกขึ้นมาได้ก็อยากจะยื่นใบลาป่วย ลากิจ และพาลคิดสั้นไปถึงขั้นลาออกกับเจ้านายซะพร้อมๆกันในคราวเดียว แต่พอคิดอีกทีเจ้านายไม่จำเป็นต้องพาพวกเรามาไกลขนาดนี้เพียงเพื่อที่จะประชุมงาน ไม่จำเป็นต้องพาไปกินอาหารในร้านอร่อยๆชื่อดังทั้งหลายแหล่ และก็ไม่ต้องพาพวกเราไปเที่ยวเล่นเท่าที่เวลาจะอำนวยแบบนี้ด้วย ถ้าหากเขาเห็นพวกเราเป็นแค่ลูกจ้าง อย่างน้อยๆตอนนี้ก็มีฉันคนนึงล่ะที่เรียกเจ้านายว่า “พี่” แบบที่เจ้านายอยากได้ยินได้อย่างเต็มปาก เพราะเจ้านายได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าไม่ว่าพวกเราจะอยู่ในสถานการณ์เลวร้ายรูปแบบไหน เจ้านายก็จะเป็นคนแรกที่เผชิญหน้ากับมันเสมอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;--------------------------------&lt;br /&gt;" All Copyright©Nanthanatcha "&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;"ยิ้มให้กับความทุกข์  แล้วเราจะมีความสุขที่สุดในโลก"&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/18108709-5586040457044558832?l=prettynathalie.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/18108709/posts/default/5586040457044558832'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/18108709/posts/default/5586040457044558832'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://prettynathalie.blogspot.com/2007/07/blog-post_17.html' title='พัทยา...ฮาเฮ'/><author><name>Nathalie</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03717134047633747256</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='http://www.fileupyours.com/files/107866/06-001-ic-kitty1.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://bp3.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/Rpu1m1aro8I/AAAAAAAAAGs/fV_zSc1Q0BE/s72-c/pataya2.JPG' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-18108709.post-2117143085097851175</id><published>2007-07-13T01:55:00.000+07:00</published><updated>2007-07-13T01:55:22.154+07:00</updated><title type='text'>อย่าเขียนไดอารี่งี่เง่า  ที่แม้แต่เรายังอายที่จะอ่าน</title><content type='html'>&lt;a href="http://bp2.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RpZ4j1aro7I/AAAAAAAAAGk/pXsgiECZjKQ/s1600-h/fv_2005-03-28_be-my-puppet.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5086385386191299506" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp2.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RpZ4j1aro7I/AAAAAAAAAGk/pXsgiECZjKQ/s320/fv_2005-03-28_be-my-puppet.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;em&gt;&lt;strong&gt; “อย่าเขียนไดอารี่งี่เง่า  ที่แม้แต่เรายังอายที่จะอ่าน”&lt;/strong&gt;&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉันเคยเป็นโรคบ้าเขียนไดอารี่กับเขาเหมือนกันนะ&lt;br /&gt;โดยเฉพาะในช่วงชีวิตที่กำลังมีความรัก  ฉันจะเขียนบรรยายทุกอย่างลงไปอย่างบ้าคลั่ง&lt;br /&gt;แค่เขายิ้มให้   เดินสวนทางกัน  หรือว่านั่งกินข้าวที่โต๊ะตัวเดียวกับเขา  &lt;br /&gt;ฉันก็เขียนเล่าลงไดอารี่ไปได้ตั้งเจ็ดแปดหน้ากระดาษ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วเวลาที่อกหัก  ผิดหวัง  ก็ซ้ำเติมตัวเองด้วยการเขียนไดอารี่เข้าไปอีก&lt;br /&gt;เพราะเราต้องนั่งนึกถึงภาพเหตุการณ์เก่าๆ  เพื่อที่จะได้พรรณนาความรู้สึกลงไปได้อย่างแจ่มชัด&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;a href="http://bp0.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RpZ3QVaro5I/AAAAAAAAAGU/zYZlfxgAVYM/s1600-h/sadness.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5086383951672222610" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp0.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RpZ3QVaro5I/AAAAAAAAAGU/zYZlfxgAVYM/s320/sadness.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; พอปีนึงผ่านไป...&lt;br /&gt;พอฉันคว้าเอาไดอารี่ที่เคยเขียนไว้มาเปิดอ่าน&lt;br /&gt;ฉันก็พบว่า  การเขียนไดอารี่ของฉัน  เป็นการตอกย้ำความงี่เง่าของตัวเองที่ร้ายกาจที่สุด&lt;br /&gt;เมื่อปีที่แล้วยังฟูมฟาย  บอกว่าจะตายซะให้ได้ถ้าชีวิตต้องขาดคนคนนี้ไว้กับไดอารี่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วตอนนี้   ฉันก็ยังมีลมหายใจมานั่งสมเพชความไร้สาระของตัวเองในตอนนั้น&lt;br /&gt;แล้วคนที่เคยบอกว่าขาดเขาไม่ได้  ป่านนี้จะอยู่ตรงไหนของโลกแล้วก็ไม่รู้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉันค้นพบว่า...&lt;br /&gt;ไดอารี่ที่แม้แต่ตัวเองยังรู้สึกอับอาย  กระดากใจ  เวลาที่ได้ย้อนกลับไปอ่าน  เป็นไดอารี่ที่ไม่ควรเสียเวลานั่งเขียน&lt;br /&gt;แค่อ่านเองคนเดียว   ก็สมเพชตัวเองจะแย่อยู่แล้ว   เอาไปออนไลน์ให้คนอื่นอ่านยิ่งแล้วใหญ่&lt;br /&gt;ถ้าเธอภาคภูมิใจในความงี่เง่าของตัวเองก็ไม่มีใครว่าหรอกนะ&lt;br /&gt;แต่ฉันคนนึงล่ะ  ที่ไม่เคยรู้สึกแบบนั้น...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;--------------------------------&lt;br /&gt;" All Copyright©Nanthanatcha "&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;"ยิ้มให้กับความทุกข์  แล้วเราจะมีความสุขที่สุดในโลก"&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/18108709-2117143085097851175?l=prettynathalie.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/18108709/posts/default/2117143085097851175'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/18108709/posts/default/2117143085097851175'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://prettynathalie.blogspot.com/2007/07/blog-post_3000.html' title='อย่าเขียนไดอารี่งี่เง่า  ที่แม้แต่เรายังอายที่จะอ่าน'/><author><name>Nathalie</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03717134047633747256</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='http://www.fileupyours.com/files/107866/06-001-ic-kitty1.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://bp2.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RpZ4j1aro7I/AAAAAAAAAGk/pXsgiECZjKQ/s72-c/fv_2005-03-28_be-my-puppet.jpg' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-18108709.post-6404053381628577815</id><published>2007-07-13T01:19:00.000+07:00</published><updated>2007-07-13T01:19:38.683+07:00</updated><title type='text'>ตื่นสาย...โรคร้ายที่ไม่มียารักษา</title><content type='html'>&lt;a href="http://bp0.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RpKR2hpOfZI/AAAAAAAAAF0/iCF0NjCacDw/s1600-h/cartoon4.bmp"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5085287295184960914" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp0.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RpKR2hpOfZI/AAAAAAAAAF0/iCF0NjCacDw/s400/cartoon4.bmp" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;"ตื่นสาย...โรคร้ายที่ไม่มียารักษา"&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ถ้าไม่มีเหตุจำเป็นให้ต้องไปทำธุระ กว่าฉันจะลุกออกจากเตียงได้ก็ตอนที่ใครต่อใครเขาใช้ชีวิตกันไปครึ่งค่อนวันแล้ว&lt;br /&gt;เป็นนิสัยที่ติดตัวมาตั้งแต่เด็ก ตามประสาคนที่ถูกเลี้ยงดูมาแบบนี้&lt;br /&gt;พ่อแม่คงคิดว่า พอโตเป็นผู้ใหญ่ ฉันก็คงหาย ไม่ได้ร้ายแรงอะไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่จนป่านนี้ ฉันก็ยังไม่รู้วิธีแก้ และไม่คิดที่จะโทษพ่อแม่ที่เคยตามใจด้วย&lt;br /&gt;เพราะวันนี้ฉันเป็นโตพอที่จะต้องรู้จักความรับผิดชอบแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลายหนที่ฉันต้องอดนอน เพื่อออกจากบ้านแต่เช้าตรู่ เพราะต้องการรับผิดชอบหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด&lt;br /&gt;ผลปรากฏว่า ไปทันเวลานัด แต่สมองทำงานแบบขาดๆเกินๆ แทนที่งานนั้นจะออกมาแบบดีที่สุดอย่างที่ตั้งใจ&lt;br /&gt;กลับกลายเป็นแบบขอไปที ผิดพลาดอย่างไม่น่าให้อภัย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เวลาที่ฉันตั้งใจจะตื่นเช้าแบบไม่ต้องรีบร้อนไปไหนทีไร จะมีสายตาหลายๆคู่คอยสบประมาท&lt;br /&gt;แล้วฉันก็มุดหายเข้าไปในผ้าห่มทุกที เวลาที่ได้กลิ่นอุ่นๆของยามเช้า&lt;br /&gt;ตื่นสายก็เลยกลายเป็นอะไรที่แก้ยากกว่านิสัย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่วันนึง ในรอบหลายๆเดือนของปี&lt;br /&gt;ทันทีที่ได้ยินเสียงนาฬิกาปลุก ฉันก็ลุกจากเตียงไปอาบน้ำ แล้วเข้าครัวทำข้าวต้มง่ายๆให้ตัวเองกิน เพราะไม่ต้องออกไปทำธุระที่ไหน&lt;br /&gt;เป็นความตั้งใจที่จะตื่นแต่เช้าของฉันเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้ววันนั้นฉันก็รู้ว่าตอนเช้าไม่ได้มีแค่ความอบอุ่น อ่อนโยน แต่ยังมีพลังชีวิตแห่งการเริ่มต้นมากมายให้ได้สัมผัส&lt;br /&gt;ทำให้ฉันรู้สึกว่าเวลาของตัวเองมีมากขึ้น และรู้สึกสดชื่นในการใช้ชีวิตอย่างบอกไม่ถูก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอนตื่นสาย เป็นโรคร้ายที่ไม่มียาขนานไหนรักษาได้หายขาด&lt;br /&gt;นอกเสียจากจะเอาชนะตัวเองให้ได้เท่านั้นเอง&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;--------------------------------&lt;br /&gt;" All Copyright©Nanthanatcha "&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;"ยิ้มให้กับความทุกข์  แล้วเราจะมีความสุขที่สุดในโลก"&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/18108709-6404053381628577815?l=prettynathalie.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/18108709/posts/default/6404053381628577815'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/18108709/posts/default/6404053381628577815'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://prettynathalie.blogspot.com/2007/07/all-copyrightnanthanatcha.html' title='ตื่นสาย...โรคร้ายที่ไม่มียารักษา'/><author><name>Nathalie</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03717134047633747256</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='http://www.fileupyours.com/files/107866/06-001-ic-kitty1.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://bp0.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RpKR2hpOfZI/AAAAAAAAAF0/iCF0NjCacDw/s72-c/cartoon4.bmp' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-18108709.post-2894207452616693120</id><published>2007-07-13T01:18:00.000+07:00</published><updated>2007-07-13T01:18:30.248+07:00</updated><title type='text'>เรื่องมหัศจรรย์...คือฉันได้รักเธอ</title><content type='html'>&lt;a href="http://bp0.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RpZv1Varo4I/AAAAAAAAAGM/sZYCC6GzdpQ/s1600-h/86_508.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5086375791234360194" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp0.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RpZv1Varo4I/AAAAAAAAAGM/sZYCC6GzdpQ/s320/86_508.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;strong&gt; เรื่องมหัศจรรย์...คือฉันได้รักเธอ&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;               &lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;                หนังสือ  A Change of Sunshine  ของ  Jimmy Liao  ผู้หญิงที่เลี้ยวซ้ายใช้ชีวิตอยู่ห่างจากผู้ชายที่เลี้ยวขวาเพียงแค่ฝาผนังของอพาร์ตเม้นต์กั้นเท่านั้น  แต่ว่าทั้งคู่กลับไม่เคยได้พบกันเลย  ทั้งๆที่ทั้งสองคนกินอยู่  หลับนอน  ดำเนินชีวิตในแต่ละวันอยู่ในเวลาและสถานที่ที่แทบจะซ้อนทับกันได้แนบสนิท &lt;br /&gt;               &lt;em&gt; ...เพราะการเล่นตลกของโชตชะตา  เรื่องรักที่ควรจะง่ายจึงกลับกลายเป็นยาก  และเรื่องรักที่คาดไม่ถึงก็มักจะเกิดขึ้นได้จริงเสมอ &lt;br /&gt;&lt;/em&gt;                ขอบคุณโชคชะตาที่เลือกให้เรื่องรักของฉันอยู่ในหมวดของความมหัศจรรย์  ฉันกับคนรักยืนอยู่ในองศาโลกที่แตกต่างกันลิบลับ  มีความฝันกันคนละอย่าง  ใช้ชีวิตในโลกของความเป็นจริงคนละใบที่ไม่มีอะไรใกล้เคียงและเกี่ยวพันกันเลยแม้แต่น้อย  แต่วันนึงโชคชะตาก็จูงมือฉันกับคนรักให้ได้มายืนหายใจใกล้ๆกันด้วยช่วงเวลาอันแสนสั้น  และเรื่องรักมหัศจรรย์ก็ได้เกิดขึ้นระหว่างเรา&lt;br /&gt;                นับนิ้วคำนวณความสัมพันธ์จากวันแรกจนถึงวันนี้  ตัวเลขบอกจำนวนปีในปฏิทินได้เปลี่ยนไปเกือบสิบครั้งแล้ว  แต่ว่าฉันไม่เคยรู้สึกเบื่อหน่ายหรือเป็นทุกข์ในความรักครั้งนี้เลย  แม้ว่าวันนี้ฉันจะเดินออกมาจากธุรกิจด้านไอทีแล้ว  แต่ว่าก็ยังไม่สามารถที่จะขยับเข้าใกล้กับงานด้านวิศวะกรของคนรักได้  ความแตกต่างกันในเรื่องของความฝันและการดำเนินชีวิตไม่ได้ทำให้โลกใบที่ฉันกับคนรักใช้ร่วมกันมีสีหม่น &lt;br /&gt;                ฉันเองก็ไม่เคยคาดคิดหรอกนะว่าจะเดินจูงมือกับคนรักมาได้ไกลถึงขนาดนี้  และฉันก็เป็นคนประเภทที่ไม่ค่อยมีความพยายามในการหวงแหนรักษาความรักเอาไว้สักเท่าไหร่ด้วย  ฉันโชคดีที่ได้พบคนที่เข้าใจ(จนถึงขั้นรู้ทัน)นิสัยของฉันอย่างคนรักคนนี้  และมีความรักให้กันทุกวันโดยที่ไม่ได้ออกแบบและคาดหวัง  ฉันจึงมั่นใจว่าแม้วันนึงฉันกับคนรักคนนี้มีอันจะต้องเปลี่ยนชื่อของความสัมพันธ์ที่มีต่อกันเป็นอย่างอื่น  ฉันกับคนรักคนนี้จะเป็นเพื่อนสนิทที่ดีต่อกัน &lt;br /&gt;                ขอบคุณโชคชะตาที่ไม่ได้กำหนดไว้ว่าฉันต้องเปลี่ยนตัวเองจากเดินเลี้ยวซ้าย  มาเป็นเดินเลี้ยวขวา  เพื่อที่จะได้พบกับคนรักคนนี้ &lt;br /&gt;               &lt;em&gt; “รักพี่ใบที่สุดในโลกเลย”&lt;/em&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;--------------------------------&lt;br /&gt;" All Copyright©Nanthanatcha "&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;"ยิ้มให้กับความทุกข์  แล้วเราจะมีความสุขที่สุดในโลก"&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/18108709-2894207452616693120?l=prettynathalie.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/18108709/posts/default/2894207452616693120'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/18108709/posts/default/2894207452616693120'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://prettynathalie.blogspot.com/2007/07/blog-post_13.html' title='เรื่องมหัศจรรย์...คือฉันได้รักเธอ'/><author><name>Nathalie</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03717134047633747256</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='http://www.fileupyours.com/files/107866/06-001-ic-kitty1.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://bp0.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RpZv1Varo4I/AAAAAAAAAGM/sZYCC6GzdpQ/s72-c/86_508.jpg' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-18108709.post-8014132454128599024</id><published>2007-07-06T03:59:00.000+07:00</published><updated>2007-07-06T03:59:21.737+07:00</updated><title type='text'>อย่ามัวเสียดายรักห่วยๆของผู้ชายเฮงซวยแค่คนเดียว</title><content type='html'>&lt;a href="http://bp1.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/Ro1XsBpOfYI/AAAAAAAAAFs/Ze5g74EnJOE/s1600-h/à¸à¸§à¸à¹à¸à¸¥à¹à¸².png"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5083815968238370178" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp1.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/Ro1XsBpOfYI/AAAAAAAAAFs/Ze5g74EnJOE/s320/%E0%B8%9B%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%B2.png" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;แค่ผู้ชายคนเดียวที่ได้เดินเข้ามาในชีวิตของเราแค่ไม่กี่วัน  เขาเดินกลับออกไป&lt;br /&gt;จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม&lt;br /&gt;ทำไมต้องเสียใจมากมาย  ฟูมฟายอะไรนักหนา &lt;br /&gt;ในเมื่อเขาไม่ใช่ผู้ชายคนสุดท้ายของโลกใบนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แค่ประเทศไทยเพียงอย่างเดียว   ก็มีประชาการปาเข้าไปตั้งมากกว่า 60 ล้านคนแล้ว&lt;br /&gt;ถ้าหากมองไปที่ความจริงข้อนี้  เราก็จะเห็นว่า...&lt;br /&gt;เขาเป็นแค่ฝุ่นเล็กๆของเมืองใหญ่  ไม่ได้มีความยิ่งใหญ่อะไรเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยิ่งถ้าหากเป็นฝุ่นเฮงซวย  ที่ทำให้เรารู้สึกเคืองตา  ระคายจิตใจ   จนต้องร้องไห้ด้วยแล้ว&lt;br /&gt;เปล่าประโยชน์ที่จะพิรี้พิไร  ทนทรมานตัวเองให้เสียเวลาเปล่า&lt;br /&gt;เปล่าประโยชน์ที่จะเสียดายความรักห่วยๆที่ปลิวเข้าตา&lt;br /&gt;รีบจัดการเขี่ยมันออกไปซะ  แม้ว่าอาจจะต้องเสียน้ำตา  และเจ็บแปลบอยู่พักหนึ่งก็ตาม&lt;br /&gt;แต่ทันทีที่มันหลุดออกไปได้  เราก็จะมองเห็นอะไรอะไรที่ชัดเจนขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นั่นเป็นเพราะว่า  เราตาสว่างแล้วนั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;...          ...          ...          ...&lt;br /&gt;บางส่วนจากหนังสือ "ยิ้มให้กับความทุกข์แล้วเราจะมีความสุขที่สุดในโลก"&lt;br /&gt;สำนักพิมพ์  อักขระบันเทิง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;a href="http://bp2.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/Ro1XYRpOfXI/AAAAAAAAAFk/jpC0OjPnU_c/s1600-h/diary-wishful-thinking-mon-seung.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5083815628935953778" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp2.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/Ro1XYRpOfXI/AAAAAAAAAFk/jpC0OjPnU_c/s320/diary-wishful-thinking-mon-seung.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; ทั้งๆที่เป็นคนเขียนเอาไว้เองว่า "อย่าเสียดาย"&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;แต่เมื่อคืนฉันกลับทำเรื่องงี่เง่าอีกตนได้  &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;ฉันโทรไปที่บ้านพี่วี...&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;สี่ทุ่มเศษๆ...เป็นเวลาที่ฉันไม่ค่อยจะได้โทรไปบ่อยนัก (เมื่อก่อนนี้)&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;เพราะว่าเธอมักจะอยู่ที่ร้านเหล้า  กำลังเล่นดนตรี&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;โทรศัพท์ดังอยู่นาน  (ในความรู้สึกของฉัน)  กว่าจะมีคนรับ&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;ฉันบอกไปว่า "ขอสายวี"  ฉันไม่เคยเรียกเธอแบบนี้หรอก  ...แม่เธอ  คนที่รับสายรู้&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;"เดี๋ยวนะ"  แม่เธอบอก  ไม่รู้ยังจำเสียงฉันได้มั้ย?&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;ฉันวางสาย...หัวใจยังสั่น&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;ไม่ได้พูดกันซักคำ  ฉันไม่ยินแม้แต่เสียงของเธอ&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;เพราะรีบชิงวางสายซะก่อน&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;แค่นี้ก้อพอแล้ว...แค่ได้รู้ความเป็นไปของเธอ&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;มันไม่สู้ดีนัก...เธอไม่มีงานที่ร้านเหล้า&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;ชีวิตไม่ได้อยู่ในช่วงที่ดี  ไม่ได้เป็นอย่างที่เคยทำเป็นปากดีกับฉันไว้&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;"สมน้ำหน้า"  อยากพูด  อยากเยาะเย้ย  &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;แต่สุดท้าย...ฉันได้แต่อวยพร  และอธิษฐาน&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;ถึงแม้ว่าเราสองคนจะหันหลังให้กันแบบ...ไม่ค่อยสวยนัก&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;แต่"ภาพความรัก"ของเราสวยงานเสมอนะ...สำหรับฉัน&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;บทเพลงที่เธอเขียน  ยังอยู่ในหนังสือที่ฉันเขียน&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;ตัวตนของเธอ  ยังอยู่ในหนังสือเล่มใหม่ของฉัน&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;เป็นของที่ระลึกแห่งความรักของเรา&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;มันทำให้ฉันรู้ว่า  "ถึงยังไงก้อไม่เสียใจที่เคยรักเธอ"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;--------------------------------&lt;br /&gt;" All Copyright©Nanthanatcha "&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;"ยิ้มให้กับความทุกข์  แล้วเราจะมีความสุขที่สุดในโลก"&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/18108709-8014132454128599024?l=prettynathalie.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/18108709/posts/default/8014132454128599024'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/18108709/posts/default/8014132454128599024'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://prettynathalie.blogspot.com/2007/07/blog-post_2145.html' title='อย่ามัวเสียดายรักห่วยๆของผู้ชายเฮงซวยแค่คนเดียว'/><author><name>Nathalie</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03717134047633747256</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='http://www.fileupyours.com/files/107866/06-001-ic-kitty1.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://bp1.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/Ro1XsBpOfYI/AAAAAAAAAFs/Ze5g74EnJOE/s72-c/%E0%B8%9B%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%B2.png' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-18108709.post-1283064827371393661</id><published>2007-07-06T03:09:00.001+07:00</published><updated>2007-07-06T03:09:47.964+07:00</updated><title type='text'>ขอความรักบ้างได้ไหม-คำวิงวอนจากหัวใจอันเหว่ว้า</title><content type='html'>&lt;a href="http://bp0.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/Ro1PDxpOfTI/AAAAAAAAAFE/nSMIVoWEcC0/s1600-h/à¸à¸&amp;shy;à¸à¸§à¸²à¸¡à¸£à¸±à¸.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5083806480655613234" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp0.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/Ro1PDxpOfTI/AAAAAAAAAFE/nSMIVoWEcC0/s320/%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt; "ขอความรักบ้างได้ไหม-คำวิงวอนจากหัวใจอันเหว่ว้า"&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;               &lt;em&gt; **...ฉันไม่อยากให้เธอพลัดหายไปจากชีวิตของฉัน   เธอรักฉันบ้างไหม...”&lt;br /&gt;&lt;/em&gt;                ในความรู้สึกของฉัน   ประโยคสั้นๆซึ่งประกอบด้วยพยัญชนะเพียงไม่กี่พยางค์นี้   ไม่ใช่ประโยคคำถามถามรูปประโยคของหลักภาษาไทยอย่างที่มองเห็นด้วยตาเปล่า   หากแต่มันคือหมื่นพันถ้อยคำวิงวอนร้องขอ   เมื่อฉันอ่านประโยคนั้นด้วยสิ่งที่เรียกว่า”หัวใจ”&lt;br /&gt;                ผู้หญิงตัวเล็กๆคนนึงพาตัวเองหนีจากโลกแห่งความเป็นจริงของตนเองที่แสนโหดร้าย   มุ่งหน้าสู่อีกซีกโลกที่ไม่มีใครรู้จัก   แม้จะแสนว่างเปล่าและเดียวดายไร้จุดหมาย  แต่เธอเชื่อว่าที่นั่นเธอสามารถจมจ่อมตัวเองไว้กับความฟุ้งฝันในแบบที่เธอค้นเจอจากในหน้าหนังสือ&lt;br /&gt;              &lt;em&gt;  **ทุกสิ่งทุกอย่างดูช่างอ่อนหวาน   งดงามไปหมดเลยนะ&lt;br /&gt;&lt;/em&gt;                ด้วยความตั้งใจของโชคชะตา   ได้ทำให้ณูพลัดหลงเข้าไปในความเป็นเพื่อนระหว่างแดนและมาช   ผู้ชายสองคนที่พยายามพาชีวิตของตัวเองหนีจากความเจ็บปวด   มาจมจ่อมอยู่กับความมืดหม่น  เหว่ว้า   เดียวดาย  และแห้งแล้ง  ณูได้กลายเป็นแสงสว่าง  ความหวัง  ความฝันของเขาทั้งสองคน&lt;br /&gt;                และความอ่อนหวานของณูก็ได้ปลอบประโลมให้โลกอันแห้งเฉาใบเดิมน่าอยู่มากยิ่งขึ้น&lt;br /&gt;                แม้ว่าแดนผู้ซึ่งเป็นคนรับเธอมาจากถนนอันอ้างว้างและเดียวดายเส้นนั้นจะเป็นฝ่ายหลงรักเธอจนหมดหัวใจก่อน  และกล้าหาญพอที่จะเอ่ยปากอ้อนวอนขอปันความรักจากหัวใจของณู    แต่กลับมีเพียงการวางเฉยต่อความรู้สึกของแดนตอบรับกลับมา&lt;br /&gt;                บางทีอาจจะเป็นเพราะ   ณูรู้ตัวว่าตนเองได้ทำให้ความเป็นเพื่อนระหว่างสามคนสูญหายไป   แม้ว่าแดนกับมาชจะรักกันมากพอที่จะตายแทนกันได้  แต่ในความเป็นจริงเป็นเรื่องที่เจ็บปวดมากเกินไปที่จะยกสิ่งที่แสนรักซึ่งตนเองโหยหามาตลอดชีวิตให้กับผู้เป็นเพื่อน&lt;br /&gt;                แต่สิ่งที่ทำใจได้ยากยิ่งกว่าคือการทำใจให้ยอมรับและทนมองเธอผู้เป็นที่รักเดินออกจากชีวิตไปอย่างลำพังจนสุดสายตา&lt;br /&gt;                ในวันที่ณูตัดสินใจพาตัวเองจากไปอย่างคาดหวังว่าน่าจะเป็นวิธีที่ทำให้ทุกอย่างระหว่างทั้งสามคนกลับไปเหมือนเดิม   แดนเองก็เลือกที่จะจากไปเช่นกัน&lt;br /&gt;                การใช้ชีวิตโดยเปล่าไร้ซึ่งคนที่รักหลงเหลือในชีวิตมันยากเย็นเกินไปที่จะรับมือ&lt;br /&gt;                แดนคงรู้สึกเช่นนั้น....&lt;br /&gt;                ชุดแต่งงานสีขาวที่เปื้อนเลือดยังคงดูงดงามสำหรับณู   เพราะมันคือความฝันเล็กๆที่เธอเคยเล่าให้แดนฟังเพียงครั้งเดียวอย่างไม่ตั้งใจ&lt;br /&gt;                ฉันปิดหนังสือลงช้าๆและพยายามหลับตา   นึกต่อไปว่า....&lt;br /&gt;                ผู้หญิงที่ไม่เคยศรัทธาในความรักอย่างณูจะใช้ชีวิตที่เหลือต่อไปยังไง   เมื่อได้รู้ว่าจริงๆแล้วตนเองโหยหาความรักมาตลอดชีวิตเช่นกัน  ในวันที่สูญเสียความรักนั้นไปอย่างไม่มีวันได้คืน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;a href="http://bp1.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/Ro1OwBpOfSI/AAAAAAAAAE8/OdSw0rdVj7w/s1600-h/x1pbglk-vqL4BuyfxcuMxoZSHa5TmK8HNKINxQhgFsTCbQJIPQpp9bYrnaT5Cv5lkO6MNu3MqFWKDD9qpFxMrnWlb2SHxmXQfZSzxhi6deerwTr3mHzbMgTKyFHg_e746OkiGR8nfTU_IOUnezPHp.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5083806141353196834" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp1.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/Ro1OwBpOfSI/AAAAAAAAAE8/OdSw0rdVj7w/s320/x1pbglk-vqL4BuyfxcuMxoZSHa5TmK8HNKINxQhgFsTCbQJIPQpp9bYrnaT5Cv5lkO6MNu3MqFWKDD9qpFxMrnWlb2SHxmXQfZSzxhi6deerwTr3mHzbMgTKyFHg_e746OkiGR8nfTU_IOUnezPHp.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;** จากหนังสือ&lt;br /&gt;&lt;/em&gt;ชื่อหนังสือ...ขอความรักบ้างได้ไหม&lt;br /&gt;นักเขียน...พิบูลศักดิ์   ละครพล&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;--------------------------------&lt;br /&gt;" All Copyright©Nanthanatcha "&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;"ยิ้มให้กับความทุกข์  แล้วเราจะมีความสุขที่สุดในโลก"&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/18108709-1283064827371393661?l=prettynathalie.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/18108709/posts/default/1283064827371393661'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/18108709/posts/default/1283064827371393661'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://prettynathalie.blogspot.com/2007/07/blog-post_06.html' title='ขอความรักบ้างได้ไหม-คำวิงวอนจากหัวใจอันเหว่ว้า'/><author><name>Nathalie</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03717134047633747256</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='http://www.fileupyours.com/files/107866/06-001-ic-kitty1.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://bp0.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/Ro1PDxpOfTI/AAAAAAAAAFE/nSMIVoWEcC0/s72-c/%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81.jpg' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-18108709.post-7939304814350767310</id><published>2007-07-05T00:19:00.000+07:00</published><updated>2007-07-05T00:19:12.239+07:00</updated><title type='text'>เวตาลวานตอบ-นิทานช่วยหนุด้วย</title><content type='html'>&lt;a href="http://bp3.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RovVsBpOfPI/AAAAAAAAAEk/LXsdpB3Z-Fc/s1600-h/bears032.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5083391556750048498" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp3.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RovVsBpOfPI/AAAAAAAAAEk/LXsdpB3Z-Fc/s320/bears032.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;strong&gt; สวัสดีค่ะเวตาลผู้เป็นที่รัก&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;               &lt;span style="font-family:arial;"&gt; การไม่มีเพื่อนบ้านเลว  นับเป็นลาภอันประเสริฐ (จริงๆนะ) แล้วเพื่อนบ้านทั้งสามที่เวตาลจัดให้เนี่ย  ก็น่ารักใคร่ด้วยกันทั้งนั้นเลย  โธ่เอ๊ยยยย  เราไม่อยากเลือกที่รักมักที่ชังจริงๆนะเนี่ย   ไม่เชื่อเรางั้นเหรอ?...  มามะ  ขยับเข้ามาสิ  เราจะสาธยายให้ฟังว่า  แต่ละคนน่ะเป็นเพื่อนบ้านที่เราควรรักให้มากกว่าตัวเองด้วยซ้ำไปยังไงบ้าง&lt;br /&gt;                คนที่หนึ่ง...เพื่อนบ้านหมาๆ  เอ๊ย...เพื่อนบ้านผู้รักน้องหมา  นอกจากเธอจะเห็นมันเป็นมากกว่าพี่น้องที่คลานตามกันมาแล้ว  เธออาจจะเชื่อที่กูรู(จริงอะ...)ปากร้ายตัวดำที่ชอบทำท่าว่าช่ำชองไปซะทุกเรื่องในจอทีวี  เคยบอกไว้ในหนังสือ(ที่เจ้าตัวเขียนเองจริงๆอะ?)ว่า”ผู้ชายเลวกว่าหมาฯ”ก็เป็นได้   และน่าจะเคยผ่านประสบการณ์เลวร้ายที่มีผู้ชายเป็นสาเหตุมาก่อน  แล้วเธอดันเป็นคนประเภทเจ็บแล้วจำ  ก็เลยทำใจกลืนน้ำลายตัวเองเหมือนกูรูผู้ชอบโชว์หน้าจอว่าช่ำชองไม่ไหว  ขอใช้บั้นปลายชีวิตฝักใฝ่อยู่กับน้องหมา  น่าเห็นใจเธอออกนะคะเราว่า  เพราะคิดไปคิดมา  น้องหมาบางตัวก็น่าเข้าใกล้กว่าผู้ชายบางสายพันธุ์จริงๆซะด้วยสิ&lt;br /&gt;                คนที่สอง...เพื่อนบ้านกะบาลโหว่  เอ๊ย...เพื่อนบ้านที่ชอบโชว์(พาว)เวอร์ของตัวเอง  คนนี้น่ะน่าคบจะตายไป  สมควรที่จะพาไปแนะนำให้เพื่อนๆคนอื่นของเราได้รู้จักกันโดยถ้วนหน้าอีกต่างหาก  เพราะหาคบได้ยากแล้วนะ  คนประเภทที่ชอบอวดของที่ตัวเองมีแบบนี้อะ  มีเธอคนนี้อยู่ใกล้ๆ  นอกจากจะรู้สึกเหมือนตัวเองอยู่ในบรรยากาศคอนเสิร์ตอยู่ตลอดเวลา  แล้วยังได้เรียนรู้ระดับภูมิปัญญาของเธอโดยที่ไม่ต้องลงทุนคุยด้วยให้เปลืองน้ำลายอีกต่างหาก  เห็นไหมล่ะว่า”ของฟรียังมีในโลก”  ถ้าหากวันไหนเราอยากได้พบกับความสงบ  เราก็แค่หลบไปนั่งวิปัสสนาในป่าช้า  ภาวนาว่าดังหนอ  โง่หนอ...  อุทิศส่วนกุศลให้เธอไป  เพื่อชาติหน้าจะระลึกได้ว่าสมควรจะหัดเห็นแก่ตัวซะมั่ง   ไม่น่าเปิดเพลงดังเผื่อเพื่อนบ้านให้โง่เลย &lt;br /&gt;                คนที่สาม...เพื่อนบ้านสันหลังยาว  เอ๊ย...เพื่อนบ้านรถเก๋งยาวเฟื้อย  ที่ชอบเอารถคันหรูหราอันช่วยส่งเสริมให้ดูว่ามีชาติตระกูลไฮโซมาจอดโชว์หน้าบ้านเราบ่อยๆ   ดีออกจะตายไป  เพราะบ้านเราจะได้ดูมีระดับมากขึ้น  แม้ว่าสภาพของบ้านเราจะดูโกโรโกโสซะยิ่งกว่าเพิงหมาแหงน  แต่ถ้าได้รถคันยาวเฟื้อยหรูหรามาจอดแล้วล่ะก็  ใครๆก็ดูออกด้วยกันทั้งนั้นแหละค่ะว่าคนในบ้านที่ดูไม่ค่อยมีอันจะกินหลังนี้อะนะ   จริงๆแล้วมีระดับกว่าบ้านอื่น  เป็นระดับของสติปัญญาที่พึงระลึกได้ว่า  ไม่ควรเบียดเบียนผู้อื่นยังไงล่ะ  เห็นมั้ยว่า...แค่รถของคนอื่นคันเดียว  สามารถเปลี่ยนแปลงเราได้จริงๆ   ยิ่งชอบเอาขยะมาทิ้งหน้าบ้านเราด้วยแล้วยิ่งดีใหญ่   เป็นการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เพราะเธอมีขยะที่เต็มมาจากข้างในแล้ว  ก็เลยเผื่อแผ่มาให้เรามั่งไงล่ะ&lt;br /&gt;                น่ารักใคร่ใกล้ชิดมากขนาดนี้  เราควรเอาช็อกโกแลตนิสัยดีให้คนไหนกินดีอะ?&lt;br /&gt;                ถ้ายัดใส่เข้าปากตัวเองไม่ได้  ต้องกลั้นใจเลือกที่รักแบบสุดๆสักหนึ่งคน  เราขอมอบช็อกโกแลตให้กับเพื่อนบ้านคนที่สาม  ผู้งดงามด้วยน้ำใจก็แล้วกัน  ตอบแทนที่ความเห็นแก่ตัวของเธอนั้นทำให้ชีวิตของเราดีขึ้นในสายตาผู้อื่น   แต่ด้วยความที่เรากลัวใจตัวเองว่าจะเหลิง   นั่งกระดิกเท้ามองรถเก๋งคันยาวเฟื้อยของคนอื่นที่จอดหน้าบ้านจนเพลิน  จนทำให้สันหลังชองเราพลอยยาวตามรถของเธอไปด้วย  ไม่ค่อยอยากที่จะก้าวขาออกจากบ้านเท่าไหร่  เพราะนอกจากจะต้องค่อยๆทำตัวลีบเดินออกไปแล้ว  ไหนยังจะระแวงกลัวว่าขี้ก้างแห้งๆจะไปขูดโดนรถของเธอเข้าด้วยความหมั่นไส้   จนอยากจะบริจาครอยขีดข่วนให้สักแผลสองแผลอีกต่างหาก   ดีไม่ดี  บางทีอาจจะมีมือดีแต่ไม่ประสงค์จะออกนามและออกหน้า   โผล่มาแล้วจากไปอย่างไร้หลักฐาน   ทิ้งไว้เพียงร่องรอยที่ประจานว่ารถคันนี้ถูกโจรกรรม  หรือกระทำชำเราด้วยความริษยา  เพราะอยากจะได้ไปจอดไว้เชิดหน้าชูตาที่หน้าของบ้านตัวเองมั่ง   เมื่อจับมือใครดมไม่ได้  เธอจะยก”ข้อหา”ของตำรวจให้เราเป็นคนแรกอีกอะดิ  ในฐานะที่แล้งน้ำใจไม่ช่วยดูแลของของเธอ   ที่เธออุตส่าห์เอามาจอดไว้ให้เกะกะเป็นบุญหน้าบ้านของเรา&lt;br /&gt;                เมื่อกลั้นใจเลือกได้แล้ว  เราก็คงจำเป็นที่จะต้องบังคับให้เธอกลืนกินมันเข้าไปให้หมดๆชิ้น   แม้ว่ามันจะทำลายนิสัยแย่ๆของเธอจนสิ้นซากก็ตามเถอะนะ  แต่ในเมื่อเราก็อยากที่จะก้าวขาออกจากบ้านแบบภาคภูมิใจมั่งอะนะ   จะได้รับรู้ความรู้สึกของเจ้าของบ้านแบบเต็มๆกะคนอื่นเขามั่ง   จะได้ไปนั่งวิปัสสนาในป่าช้า  ภาวนาดังหนอ  โง่หนอจนจิตใจสงบได้สะดวกๆ   โหยหิวจนไส้กิ่วขึ้นมาจะได้ตาลายไปคว้าน้องหมาของอีกบ้านมายาไส้อุดกะเพาะได้โดยง่าย    เพื่อที่จะมีแรงไปเต้นแร้งเต้นกาสาธิตวิธีเดินในที่สาธารณะแล้วโดนสุนัขที่มีเจ้าของ (บางทีมีสายจูงเส้นยาวราวถนนสุขุมวิทอยู่ในมืออีกต่างหาก) กัดให้ตำรวจดูได้แบบเต็มตายังไงล่ะ   เราจึงจำเป็นต้องลดบทบาทของเพื่อนบ้านคนที่สามลง&lt;br /&gt;                ถึงตอนนี้  เราก็ยังคงขอคอนเฟิร์มอยู่ดีว่า  “การไม่มีเพื่อนบ้านเลว  เป็นลาภอันประเสริฐ” แต่ต้องทำนิสัยอันเที่ยงแท้ที่ติดตัวมาของตนเองให้เป็นลาภอันประเสริฐของเพื่อนบ้านให้ได้ซะก่อนด้วยนะ   ไม่งั้นตัวเราเองน่ะแหละที่จะเมื่อย...ไหนมือก็ต้องถือสาก  แล้วปากก็ยังต้องคาบศีล  ลำบากแย่เลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;                                                                                                “ด้วยความรู้สึกดีดี”&lt;br /&gt;                                                                                                       ใบข้าว&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;                                ......                          ......                                          ......                          ......&lt;br /&gt;หมายเหตุ:บทความทั้งหมดเขียนขึ้นจากจินตนาการอันคึกคะนอง  ต้องอภัยอย่างสูงหากไปพ้องกับพฤติกรรมของบุคคลตัวเป็นๆท่านใดเข้า&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;(บทความตีพิมพ์ นิตยสาร คอ คน ฉบับเดือน เมษายน 2550)&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;--------------------------------&lt;br /&gt;" All Copyright©Nanthanatcha "&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;"ยิ้มให้กับความทุกข์  แล้วเราจะมีความสุขที่สุดในโลก"&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/18108709-7939304814350767310?l=prettynathalie.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/18108709/posts/default/7939304814350767310'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/18108709/posts/default/7939304814350767310'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://prettynathalie.blogspot.com/2007/07/blog-post_05.html' title='เวตาลวานตอบ-นิทานช่วยหนุด้วย'/><author><name>Nathalie</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03717134047633747256</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='http://www.fileupyours.com/files/107866/06-001-ic-kitty1.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://bp3.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RovVsBpOfPI/AAAAAAAAAEk/LXsdpB3Z-Fc/s72-c/bears032.jpg' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-18108709.post-6899603732937001204</id><published>2007-07-03T01:49:00.000+07:00</published><updated>2007-07-03T01:49:03.733+07:00</updated><title type='text'>สัมภาษณ์ ”ต้นน้ำ”</title><content type='html'>&lt;a href="http://bp3.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RolGWhpOfOI/AAAAAAAAAEc/tH_VajXv7Zg/s1600-h/photo_tonnam.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5082671007266667746" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp3.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RolGWhpOfOI/AAAAAAAAAEc/tH_VajXv7Zg/s320/photo_tonnam.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; สัมภาษณ์ ”ต้นน้ำ”&lt;br /&gt;นอกจากจะเป็นเจ้าของ ”Dream Room” มุมอบอุ่นที่ความฝันของพี่กับน้องได้คุยกัน เกี่ยวกับเรื่องของบทกลอนในนิตยสารวัยรุ่นชื่อดังอย่างไอไลค์แล้ว พี่ต้นน้ำยังมีนิยายขายดีออกมาสู่สายตาของนักอ่านอย่างต่อเนื่อง อาทิเช่น เปิดทริคมาคลิกรัก รักสุดเซอร์กับเธอคนที่หัวใจยอม แกล้งรักเธอดันเจอรักจริง เป็นต้น เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งนักเขียนคนขยันที่ hot hit แบบสุดๆ วันนี้นานะจึงขออาสาพาแฟนคลับไปทำความรู้จักกับเธอกันค่ะ...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พี่ต้นน้ำเป็นคนที่รักการอ่านการเขียนมาตั้งแต่เด็กเลยรึเปล่าคะ? ช่วยเล่าประวัติให้ฟังหน่อยสิ&lt;br /&gt;ใช่ค่ะ รักการอ่านและการเขียนมาตั้งแต่เด็ก แต่ถ้าถามว่ารักสิ่งไหนก่อน รักการอ่านก่อนค่ะ ก็คงเหมือนกับเด็กผู้หญิงคนอื่นๆ มั้งคะที่ชอบอ่านการ์ตูนญี่ปุ่น พอโตขึ้นมาหน่อย ก็อ่านหนังสือกลอน อ่านนิตยสารวัยรุ่น เดอะบอย เธอกับฉัน วัยหวาน ประมาณนี้น่ะค่ะ และก็คิดมาเสมอเลยว่าเป็นความโชคดีที่เราโตมาในช่วงที่หนังสือกลอนรุ่งเรืองมาก คือตามแผงหนังสือวัยรุ่นช่วงนั้น หนังสือกลอนนี่มาเป็นอันดับหนึ่ง แล้วพออ่านมากๆ เข้า ก็เกิดความรู้สึกอยากเขียนบ้างแล้ว เขียนบันทึก เขียนกลอนให้เพื่อน แต่ยังไม่ได้คิดว่าฉันจะเป็นนักเขียน คือตอนแรกคิดแค่ว่าขอให้ได้เขียน แต่ปรากฏว่าฟีดแบ็กที่ได้รับกลับมาจากเพื่อนๆ มันดีมาก เพื่อนในกลุ่มอ่านแล้วชอบ เริ่มมีคนขอให้เขียนแบบนั้นแบบนี้ให้ ตรงนี้เองที่ทำให้เกิดความเชื่อมั่น ก็เริ่มเขียนกลอนส่งไปลงตามคอลัมน์ในหน้านิตยสาร ที่ส่งเป็นประจำก็คือ คอลัมน์ระเบียงฝัน (ที่เมื่อก่อนมีอยู่ในนิตยสารเดอะบอย) ที่พี่ชายชามาดา เป็นคนดูแลอยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วที่มาที่ไปของนามปากกา “ต้นน้ำ” ล่ะคะ?&lt;br /&gt;สั้นๆ ง่ายๆ เลยนะคะ คือบ้านที่อยู่ตอนเด็กๆ อยู่ติดน้ำตกค่ะ ในช่วงที่คิดจะตั้งนามปากกาเป็นเรื่องเป็นราว ก็ตั้งไว้เป็นตัวเลือกหลายชื่อมาก แต่ในที่สุดก็เลือก “ต้นน้ำ” เพราะมันเกี่ยวข้องกับความเป็นตัวเราดี จากนั้นก็ใช้ชื่อนี้มาเรื่อยๆ แต่ก็จะมีงานประเภทที่เขียนแบบผู้ใหญ่ๆ หน่อย ก็จะใช้ชื่อจริง “นนทยา” เป็นนามปากกาค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนนี้เรียกได้ว่ายึดการเขียนหนังสือเป็นอาชีพแล้วใช่มั้ยคะ?&lt;br /&gt;ใช่ค่ะ ยึดเป็นอาชีพ (ยิ้มอย่างภูมิใจ) ไม่ใช่ทำอย่างอื่นไม่เป็นแล้วนะคะ แต่ถึงจะมีอะไรอย่างอื่นให้ทำ ก็ยังจะเลือกเขียนหนังสือเป็นอาชีพอยู่ดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ระหว่างเขียนกลอนกับเขียนนิยาย พี่ต้นน้ำคิดว่าอะไรคือสิ่งที่ตัวเองชอบมากกว่ากัน&lt;br /&gt;ถ้าเทียบค่าตอบแทนกัน เขียนนิยายได้เงินมากกว่า แต่เราก็ชอบที่จะเขียนกลอนกับนิยายอย่างเท่าๆ กัน คือเราโตมากับการเขียนกลอน ซึ่งแม้หลายๆ คนจะมองว่ามันเป็นกลอนรักหวานแหวว หรือที่เรียกกันเฉพาะกลุ่มว่า “กลอนฟันผุ” แต่เราว่าการที่เราเขียนกลอนเป็นนี่เอง ที่ทำให้เราได้ฝึกการคิด ได้หัดสังเกตความรู้สึก ทำให้เราคุ้นเคยกับการมองเห็นในสิ่งเล็กๆ สำคัญที่สุดคือการเขียนกลอนมันทำให้เราได้ในเรื่องของภาษาสวยๆ ได้รู้จักการใช้คำสัมผัสที่มีจังหวะเพราะๆ ดังนั้นในนิยายทุกเรื่องที่เป็นงานของเรา จึงมักจะมีจังหวะที่คล้ายๆ การเขียนกลอน ไม่ใช่การพยายามจะใส่วรรคหวานๆ เข้าไปนะคะ แต่มันฝังอยู่ในเส้นเลือดไปแล้ว คือถ้าจะให้เขียนนิยาย โดยไม่มีประโยคเพ้อฝัน เราคงขาดใจตายแน่ๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากงานเขียนกลอนกับนิยายแล้ว ยังมีงานเขียนประเภทไหนอีกรึเปล่าที่อยากจะเขียน? ตั้งใจจะเขียนบทความน่ะค่ะ แนวงานอ่านง่ายๆ สบายๆ มองโลกในแง่บวก แล้วก็แทรกความคิด (มาก) ของตัวเองเอาไว้นิดหน่อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วได้เริ่มลงมือไปบ้างรึยังคะ?&lt;br /&gt;ก็เริ่มๆ ทำไปบ้างแล้วล่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีต้นแบบในการทำงานบ้างมั้ยคะ?&lt;br /&gt;เราเป็นประเภท ‘ครูพักลักจำ’ มาโดยตลอดนะ ด้วยความที่ไม่ได้เรียนนิเทศฯ ไม่ได้เรียนอักษรฯ ฉะนั้นถ้าพูดถึงวิชาเขียนหนังสือ เราแทบไม่มีอะไรติดตัวเลย นอกจากความมุ่งมั่นและก็ความฝัน ดังนั้นพอเราใกล้ใคร เราจะฝักใฝ่หาความรู้มาก ถ้าสงสัยก็จะถาม ทุกคนที่มีโอกาสได้เคยทำงานด้วย เราจึงถือว่าทุกคนเป็นครู โดยเฉพาะกับพี่ๆ ที่เป็นบรรณาธิการให้กับเรา ขอตอบแบบเรียงลำดับตั้งแต่ บก. คนแรกที่เคยทำงานด้วยกันเลยนะคะ ก็มี พี่จี๊ด-เงาตะวัน, พี่ชายชามาดา, บก.แจมจัง, พี่เบอร์รี่, พี่บั๋ง, พี่ต้องตา เราว่าทุกๆ คนมีความจริงจังมุ่งมั่นในการทำงาน พวกเขาไม่ได้มองว่าการทำงานหนังสือเป็นงานอดิเรก แต่มองว่ามันเป็นชีวิต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีนักเขียนในดวงใจอยู่บ้างรึเปล่า?&lt;br /&gt;ส่วนนักเขียนในดวงใจ อืม...จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามวัยมากกว่า แล้วแต่ว่าวัยนั้นกำลังบ้าอ่านงานประเภทไหน ของนักเขียนคนไหนอยู่ แต่ถ้าถามถึงนักเขียนนิยายที่เราไม่เคยพลาดที่จะอ่านงานของเขาเลย ก็คือ นิโคลัส สปาร์ก ไม่ว่าจะเป็น the notebook, a walk to remember, message in the bottle ฯลฯ ตัวหนังสือของผู้ชายคนนี้ ทำให้หัวใจเราหวั่นไหวได้เสมอ เราอ่าน the notebook (ปาฏิหาริย์บันทึกรัก) สองรอบในปีเดียวกัน ต้นปีกับปลายปี เชื่อไหมว่าเราร้องไห้ในครั้งที่สองมากกว่าครั้งแรก ส่วน message in the bottle นั้น เราอ่านจบบนรถทัวร์ ความรู้สึก ณ นาทีที่อ่านจบก็คือ เราต้องโทรหาใครสักคนแล้วนะ โทรไปเล่าเรื่องดีๆ เศร้าๆ แบบนี้ให้เขาฟัง เหมือนกับต้องแบ่งปันในเรื่องที่อ่านน่ะค่ะ ไม่งั้นจะอยู่ไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นับจากวันแรกที่เริ่มต้นเขียนหนังสือนับถึงตอนนี้มีผลงานอะไรมาบ้างแล้ว&lt;br /&gt;หลายเล่มอยู่นะคะ ทั้งหนังสือกลอน ทั้งนิยาย รวมๆ กันแล้วก็น่าจะถึงสิบเล่ม แต่หนังสือกลอนเล่มเก่าๆ นี่คงไม่มีวางตามแผงทั่วไปแล้ว จะมีก็แต่นิยายน่ะค่ะ เปิดทริคมาคลิกรัก, แกล้งรักเธอดันเจอรักจริง ที่กำลังจะออกวางแผงเร็วๆ นี้ ก็คือ “รักสุดเซอร์ กับเธอคนที่หัวใจยอม” ทั้งสามเล่มนี้ พิมพ์กับสำนักพิมพ์เลิฟเบอร์รี่บุ๊ค ส่วนหนังสือกลอนเล่มใหม่ ยังไม่รู้ชื่อค่ะ แต่จะออกภายในปีนี้แน่ๆ กับสำนักพิมพ์ริมทะเล (เครืออักขระบันเทิง) เป็นบทกลอนความรักอุ่นๆ หวานๆ ทั้งหมด และกว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ของบทกลอนเล่มนี้ ก็ยังไม่เคยตีพิมพ์ที่ไหนมาก่อน หมายความว่า! เป็นกลอนที่เขียนขึ้นใหม่ทั้งหมดค่ะ ไม่น่าเชื่อเลยใช่ไหม ที่อายุขนาดนี้แล้ว (ยังไม่แก่น่า) จะมีแรงเขียนกลอนรักเป็นเล่มๆ ได้อยู่อีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยังจำความรู้สึกช่วงแรกๆ ที่เห็นหนังสือที่ตัวเองเขียนได้รึเปล่า? เป็นยังไงบ้าง&lt;br /&gt;มือสั่น ใจสั่น มากกว่าดีใจ มากกว่ามีความสุข กับเด็กคนหนึ่งที่มีความฝัน จากนั้นก็ลงมือทำมันอย่างไม่รู้จักคำว่าเหนื่อย คำว่าท้อ แล้วพอวันหนึ่งความฝันนั้นก็เป็นจริง ไม่รู้จะอธิบายยังไงน่ะค่ะ แต่บอกได้เลยว่ามันมีความหมายกับชีวิตมาก และความรู้สึกตอนที่ได้จับหนังสือเล่มแรกของตัวเอง ก็ไม่เคยหายไปเลย กับประโยคที่ได้ยินบ่อยๆ “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น” นี่มันไม่ใช่ประโยคหลอกเด็กนะคะ เป็นประโยคที่จริงมาก จริงที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีหนังสือเล่มไหนที่ประทับใจแบบสุดๆ รักแบบสุดๆ บ้างรึเปล่าคะ?&lt;br /&gt;ไม่กล้าบอกว่ารักกลอนบทนั้นมากกว่าบทนี้ หรือประทับใจ ‘เปิดทริคมาคลิกรัก’ มากกว่า ‘แกล้งรักเธอ ดันเจอรักจริง’ เพราะเดี๋ยวเรื่องที่โดนรักน้อยกว่า มันจะน้อยใจ (ยิ้มกว้าง)&lt;br /&gt;กลอนทุกๆ บททั้งที่เขียนรวมเล่ม และเขียนลงในคอลัมน์ดรีมรูม รวมถึงนิยายทุกๆ เล่ม เราทำด้วยความรัก ความใส่ใจตั้งใจอย่างมากเท่าๆ กันทั้งหมด ก่อนที่ส่งต้นฉบับในแต่ละครั้ง จะทวนแล้วทวนอีก จะไม่เผา ไม่วาง ‘ค่าต้นฉบับ’ เป็นเป้าหมาย ไม่ใช่ไม่ต้องการเงินจากการทำงานนะคะ ต้องการค่ะ แต่ที่เราย้ำกับตัวเอง คือเราจะไม่ตั้งเงินไว้เป็นเส้นชัย แล้วก็ทำทุกอย่างเพื่อจะได้เงินมา เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น มันก็จะหมายความว่าเราจะเขียนๆ อะไรออกไปก็ได้ ขอแค่ได้เงินมาก็พอ&lt;br /&gt;ช่วงหนึ่งสั้นๆ ที่เราเคยได้เป็นคนดูแลต้นฉบับให้กับน้องๆ นักเขียนหน้าใหม่ เราเจอคำถามที่ว่า “พี่คะ หนูจะได้ค่าต้นฉบับเท่าไหร่คะ”, “พอหนังสือออก จะได้เงินเลยหรือเปล่าคะ รอนานไหมคะ” ทำนองนี้ค่อนข้างบ่อย เราไม่ได้บอกว่านี่คือสิ่งที่นักเขียนไม่ควรรู้ ไม่ควรถาม นักเขียนควรรู้ และควรถามค่ะ แต่ว่าน่าจะเป็นหลังจากที่ทำงานเก่งแล้ว มีหนังสือที่พร้อมจะออกแล้ว คือเราอยากให้น้องๆ ที่คิดจะเขียนหนังสือเป็นอาชีพ รู้จักให้ความสำคัญกับการทำงานก่อน อย่าเพิ่งไปสนใจหรือพยายามต่อรองเรียกร้องเรื่องเงิน&lt;br /&gt;เราเชื่อของเราอย่างนี้นะ ถ้างานดี...แล้วเดี๋ยวเงินมันจะมาเอง ถ้าเราทำงานมีคุณภาพ งานของเราก็จะไม่ใช่แค่แฟชั่น ที่พัดผ่านเข้ามาในวงการ ออกหนังสือสองสามเล่ม แล้วก็เงียบหายไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พี่ต้นน้ำได้รับแรงบันดาลใจมากจากไหนตั้งเยอะแยะคะ? ในการเขียนงานแต่ละชิ้น&lt;br /&gt;แรงบันดาลใจมีอยู่รอบๆ ตัวค่ะ จากท้องฟ้า จากผู้คนที่เดินสวนกัน จากหนังสือดีๆ จากหนังดีๆ จากเพลงเพราะๆ รวมไปถึงจากจดหมายของน้องๆ ที่เป็นแฟนคลับคอลัมน์ แต่ที่มีอิทธิพลมากที่สุด ก็คือแรงบันดาลใจจากความรัก จากคนรัก (ยิ้ม)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คิดว่าตัวเองเป็นคนโรแมนติกมั้ยคะ? เพราะเห็นงานส่วนใหญ่ของต้นน้ำจะเกี่ยวข้องกับความรัก&lt;br /&gt;ต้องถามก่อนค่ะว่า “ความโรแมนติก” ในที่นี้หมายถึงอะไร ถ้าหมายถึงการชอบทำอะไรเพื่อให้คนที่เรารักรู้สึกดีๆ ละก็ ใช่ค่ะ เป็นคนโรแมนติกมากๆ ช่างจดช่างจำในวันสำคัญต่างๆ แล้วก็สรรหาของขวัญมาให้เขาประทับใจ แต่ถ้าหมายถึงการพูดคะขา เอาอกเอาใจสารพัด และวันๆ ก็เฝ้าพูดถึงแต่เรื่องรักละก็ ไม่เลย ไม่ได้เป็นคนแบบนั้นเลยจริงๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กำลังจะมีผลงานอะไรให้แฟนคลับได้ติดตามกันบ้างคะ?&lt;br /&gt;ยังมีคอลัมน์ Dreamroom ในนิตยสารไอไลค์ (หน้า 103-105) ให้ได้อ่านกันอยู่ทุกฉบับนะคะ และเร็วๆ นี้ จะมีนิยายเรื่อง ‘รักสุดเซอร์ กับเธอที่หัวใจยอม’ ออกมาเป็นพ็อคเก็ตบุ๊ค ส่วนนิยายเล่มใหม่แกะกล่อง เขียนไปได้แปดสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว อดใจรอนิดนึง นอกจากนี้ยังจะมีหนังสือกลอนกับสำนักพิมพ์ริมทะเล เล่มที่บอกว่ายังไม่ได้สรุปชื่อหนังสือน่ะค่ะ ยังไงก็ฝากให้ช่วยติดตามชื่อของ “ต้นน้ำ” ด้วยนะคะ ชอบไม่ชอบยังไง ก็เขียนมาบอกกันได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อยากให้ฝากถึงน้องๆ ที่อยากเขียนหนังสือแบบพี่ต้นน้ำบ้าง แต่ว่ายังไม่รู้จะเริ่มต้นยังไงดีน่ะค่ะ&lt;br /&gt;พื้นฐานการเขียน เราว่ามันอยู่ที่การอ่าน อาจจะไม่ใช่ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะบางคนอาจบอกว่า “ฉันไม่เห็นต้องอ่านหนังสือเยอะเลย ก็สามารถเขียนหนังสือออกมาเป็นเล่มๆ ได้แล้ว” แต่ถ้าเป็นอย่างนี้ ก็เหมือนกับเราเขียนหนังสือเพื่ออยากให้คนอื่นซื้อของเราไปอ่าน ในขณะที่เราไม่ได้อ่านหนังสือของคนอื่นเลย เป็นนักวิ่ง แต่ไม่ขยันซ้อมวิ่ง มันก็ยังไงๆ อยู่ใช่ไหมคะ&lt;br /&gt;ฉะนั้นถ้าอยากจะเป็นนักเขียน ก็ต้องขยันอ่านให้มากๆ ก่อน ไม่ใช่อ่านเพื่อเอามาลอกนะ แต่อ่านเพื่อให้ได้รู้จักการใช้คำ การเรียงประโยค การวางชั้นเชิงเนื้อเรื่อง แล้วเมื่อลงมือเขียนจริงๆ แค่ความตั้งใจอย่างเดียวคงไม่พอ ต้องมุ่งมั่นด้วย บางครั้งอาจเกิดปัญหาระหว่างการเขียน เช่น คิดไม่ออก ดำเนินเรื่องต่อไม่ได้ ก็ต้องพยายามให้มากขึ้นไปอีก “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น” ไงคะ และถึงแม้ว่าวันหนึ่งเราจะไม่ได้ทำอาชีพนักเขียน แต่ “การอ่าน” ที่เราเคยสะสมมา มันก็จะมีแต่ให้ประโยชน์ ทั้งช่วยในเรื่องวิธีคิด และเรื่องจินตนาการ&lt;br /&gt;สุดท้ายที่อยากฝาก หลังจากที่นอกเรื่องมาเยอะ (หัวเราะ) คือฝากให้ทุกๆ คนมีความสุขกับทุกสิ่งที่ตัวเองเลือกทำค่ะ แล้วท้องฟ้าจะปกป้องเรา...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อคิดที่พี่ต้นน้ำฝากไว้ให้ไม่ได้เป็นแค่ตัวหนังสือที่ประดิดประดอยสวยๆเท่านั้นนะคะ แต่ว่ามันคือต้นทางของความสำเร็จ และเป็นต้นทางของสิ่งดีๆมากมายที่จะทำให้เรามีความสุขกับสิ่งที่ได้ลงมือทำ เหมือนกับที่ทุกวันนี้หัวใจของเรามีความสุขที่ได้อ่านตัวหนังสือจากสองมือของพี่ต้นน้ำยังไงล่ะคะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;--------------------------------&lt;br /&gt;" All Copyright©Nanthanatcha "&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;"ยิ้มให้กับความทุกข์  แล้วเราจะมีความสุขที่สุดในโลก"&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/18108709-6899603732937001204?l=prettynathalie.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/18108709/posts/default/6899603732937001204'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/18108709/posts/default/6899603732937001204'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://prettynathalie.blogspot.com/2007/07/blog-post_03.html' title='สัมภาษณ์ ”ต้นน้ำ”'/><author><name>Nathalie</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03717134047633747256</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='http://www.fileupyours.com/files/107866/06-001-ic-kitty1.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://bp3.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RolGWhpOfOI/AAAAAAAAAEc/tH_VajXv7Zg/s72-c/photo_tonnam.jpg' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-18108709.post-7570754464680478976</id><published>2007-07-03T01:27:00.000+07:00</published><updated>2007-07-03T01:27:47.857+07:00</updated><title type='text'>วัน(ไม่)ว่าง</title><content type='html'>&lt;div align="center"&gt;&lt;a href="http://bp2.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/Rok8XRpOfMI/AAAAAAAAAEM/DHsl3wNEG1I/s1600-h/Dsc00064.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5082660025035291842" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp2.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/Rok8XRpOfMI/AAAAAAAAAEM/DHsl3wNEG1I/s400/Dsc00064.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; วันนี้ตื่นเช้ากว่าทุกวัน...เกือบๆสิบเอ็กโมง&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;คลุกข้าวให้"โต๋เต๋ กะ ต้องตา" แล้วไปอาบน้ำ&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;ออกไปไปรษณีย์ ไปส่งหนังสือให้เพื่อนโอ๋ให้พี่เชอร์&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;ไปร้านเช่าหนังสือ&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;a href="http://bp0.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/Rok7-xpOfLI/AAAAAAAAAEE/4FPsMsEjENo/s1600-h/append_1312_0.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5082659604128496818" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp0.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/Rok7-xpOfLI/AAAAAAAAAEE/4FPsMsEjENo/s400/append_1312_0.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; บ่าย...ฝนตก&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;เปลี่ยนทรายในกะบะอุนจิให้แมวเหมียว&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;อ่านหนังสือ&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;ยังคง...อ่านหนังสือ&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;จัดตู้หนังสือใหม่&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;เปลี่ยนผ้าปูที่นอน&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;พยายามทำกับข้าว...มื้อเย็นของครอบครัว&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;เช็คเมล์&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;ยัง...เขียนหนังสือไม่ได้...อยู่ดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;a href="http://bp0.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/Rok7vxpOfKI/AAAAAAAAAD8/HF6T8EqFxtk/s1600-h/funny-pictures-giant-kitty-VC6.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5082659346430459042" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp0.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/Rok7vxpOfKI/AAAAAAAAAD8/HF6T8EqFxtk/s400/funny-pictures-giant-kitty-VC6.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;เป็นอีกวันที่ว้าวุ่น&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;เป็นอีกวันที่ยังคิดถึงอ้อมกอดอุ่นๆของใครบางคน&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;เป็นอีกวันที่อยากโทรไปหา เพื่อที่จะบอกว่า "ฉันสบายดี"&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;ทั้งๆที่หัวใจไม่ได้เป็นแบบนั้น &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;ตอนนี้เราไม่ได้รักกันแล้ว...แล้วฉันยังมีสิทธิ์ที่จะคิดถึง"เธอ"รึเปล่า?&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;แค่..คิดถึง...เท่านั้นเอง&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;--------------------------------&lt;br /&gt;" All Copyright©Nanthanatcha "&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;"ยิ้มให้กับความทุกข์  แล้วเราจะมีความสุขที่สุดในโลก"&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/18108709-7570754464680478976?l=prettynathalie.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/18108709/posts/default/7570754464680478976'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/18108709/posts/default/7570754464680478976'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://prettynathalie.blogspot.com/2007/07/blog-post.html' title='วัน(ไม่)ว่าง'/><author><name>Nathalie</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03717134047633747256</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='http://www.fileupyours.com/files/107866/06-001-ic-kitty1.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://bp2.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/Rok8XRpOfMI/AAAAAAAAAEM/DHsl3wNEG1I/s72-c/Dsc00064.jpg' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-18108709.post-7629067172042602672</id><published>2007-07-02T01:42:00.000+07:00</published><updated>2007-07-02T01:42:07.192+07:00</updated><title type='text'>First love…ลุ้นรัก(ครั้งแรก)รีเทิร์น</title><content type='html'>&lt;a href="http://bp2.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/Rof08xpOfJI/AAAAAAAAAD0/_bvpROXhFLg/s1600-h/cartoon7.bmp"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5082300029466475666" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp2.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/Rof08xpOfJI/AAAAAAAAAD0/_bvpROXhFLg/s400/cartoon7.bmp" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; “First love…ลุ้นรัก(ครั้งแรก)รีเทิร์น”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;                “...หยุดนะ  ยัยหางเปีย  หยุดเดี๋ยวนี้...ฉันสั่งให้หยุดไงล่ะ  ยัยหางเปีย  หยุดเดี๋ยวนี้นะ...”&lt;br /&gt;                ถึงแม้ว่าผมเปียทั้งสองข้างที่ผูกริบบิ้นสีชมพูสดใสบนหัวของเรียวกะจะเป็นเครื่องมือที่ช่วยประจานว่า  เธอคือคนที่เด็กผู้ชายหน้าตาดีซึ่งอยู่ในยูนิฟอร์มของโรงเรียนนานาชาติชื่อดังกำลังวิ่งตามไล่ล่าอยู่  แต่เรียวกะก็ยังคงตั้งหน้าตั้งตาวิ่งต่อไปอย่างไม่คิดชีวิต  อีกไม่กี่อึดใจก็จะถึงโรงเรียนมัธยมหญิงล้วนอูเอดะที่เรียวกะเรียนอยู่แล้ว  เรียวกะจึงเลือกที่จะกลั้นใจวิ่งหนีเขาต่อไป  โดยไม่สนใจว่าตัวเองกับเด็กผู้ชายคนนั้นจะสร้างความปั่นป่วนให้กับผู้คนที่พบเห็นมากแค่ไหน&lt;br /&gt;                ออดดดด  ออดดดด  ออดดดด...&lt;br /&gt;                พอเสียงออดบอกเวลาเข้าเรียนเงียบสนิทลงแล้ว  เรียวกะก็หันไปสบตาและยิ้มหวานให้กับคุณลุงยามที่กำลังยืนเกาะประตูรั้วทำท่าตกใจจนตาค้างอยู่&lt;br /&gt;                “แฮ่ก...  แฮ่ก  แฮ่ก...กกก  โอ๊ย  เหนื่อยชะมัดยาดเลย  แฮ่ก...กก...”&lt;br /&gt;                “วันนี้หนูเรียวกะมาโรงเรียนทันด้วย  จริงๆเหรอเนี่ย?  เอ...หรือว่านาฬิกาที่โรงเรียนจะเสีย  สงสัยลุงจะต้องโทรเรียกช่างมาเช็คดูซะหน่อยแล้วล่ะ”&lt;br /&gt;                จะไม่ให้คุณลุงยามแปลกใจที่เห็นเรียวกะผ่านเข้าประตูโรงเรียนมาได้ก่อนที่เสียงออดบอกเวลาเข้าเรียนจะสิ้นสุดลงได้ยังไงกันล่ะ  ก็ในเมื่อเรียวกะน่ะ...เป็นเป็นนักมาโรงเรียนสายมือหนึ่งของโรงเรียนมัธยมอูเอดะเชียวนะ &lt;br /&gt;                “แฮ่ก...คุณลุงอย่าบอกใครนะคะ  จุ๊ๆๆ  จริงๆแล้วหนูวิ่งหนีพวกโรคจิตมาตั้งแต่ตอนที่ลงจากสถานีรถไฟฟ้าอะค่ะ  ก็เลยทำให้วันนี้หนูมาโรงเรียนทัน  ฮี่ๆๆ...”&lt;br /&gt;                เรียวกะสารภาพความจริงพลางบุ้ยปากไปทางประตูรั้วซึ่งตอนนี้มีนักเรียนชายหน้าตาดีจากต่างโรงเรียนกำลังยืนเกาะรั้วมองมาทางที่เรียวกะยืนอยู่ตาละห้อย  ปากของเขาก็ยังคงตะโกนคำว่ายัยหางเปียไม่ยอมหยุดซะที&lt;br /&gt;                “นั่นมันยูนิฟอร์มของโรงเรียนนานาชาติไม่ใช่เหรอ?  เค้าเป็นเพื่อนของหนูเรียวกะรึเปล่า?”&lt;br /&gt;                เรียวกะรีบสั่นหน้าแรงๆจนผมเปียของเธอแกว่งไปมาเพื่อปฏิเสธ  เธอไม่มีวันยอมรับคนโรคจิตที่วิ่งไล่ตามผู้หญิงแบบหน้าด้านๆอย่างนายคนนี้เป็นเพื่อนเด็ดขาด&lt;br /&gt;                “หนูขึ้นไปเรียนก่อนนะคะคุณลุง  ส่วนนายนั่นน่ะ...ถ้าเค้ายังไม่ยอมไปง่ายๆ  เดี๋ยวอาจารย์ฝ่ายปกครองก็มาจัดการเค้าเองแหละค่ะ”&lt;br /&gt;                ก่อนที่จะเดินถือกระเป๋านักเรียนจากไป  เรียวกะไม่ลืมที่จะหันไปแลบลิ้นปลิ้นตายิ้มเยาะนักเรียนชายคนนั้นที่ไม่สามารถตามเธอเข้ามาในโรงเรียนได้  ก่อนจะเดินส่ายก้นจากไปด้วยความสะใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;                ที่ห้องเรียนเอ  ชั้นปีที่สอง  โรงเรียนนานาชาติแบลเบอร์รี่&lt;br /&gt;                “...วิชาทำอาหาร  วิชาชงชา  วิชาวัฒนธรรมญี่ปุ่น  ฉันเพิ่งรู้นะเนี่ยว่าโรงเรียนมัธยมทั่วไปเค้าเรียนกันแต่วิชาเบๆแบบนี้น่ะ  น่าเบื่อ...แล้วก็เห่ยจะตายชัก  เฮ้อ...เพราะยัยหางเปียนั่นแท้ๆเชียวที่ทำให้ชีวิตฉันเฮงซวยได้ขนาดนี้   คอยดูนะ...เจอตัวอีกทีนึงล่ะก็  ฉันจะเอาคืนให้สาสมเลย”&lt;br /&gt;                ในขณะที่อาจารย์ชาวอังกฤษกำลังทำการสอนวิชาคณิตศาสตร์อยู่หน้าชั้นเรียน  ชุนสุเกะก็ง่วนอยู่กับการรื้อค้นเอาของที่อยู่ในกระเป๋านักเรียนสีดำในมือของตัวเองออกมาดู  และวิพากษ์วิจารณ์อย่างคับแค้นใจ  เพราะกระเป๋านักเรียนใบนี้ไม่ใช่ของเขา  แต่มันเป็นของยัยเด็กผู้หญิงหางเปียที่นั่งหลับอยู่ข้างๆเขาบนรถไฟฟ้าเมื่อเช้านี้  พอยัยนั่นสะดุ้งตื่นขึ้นมาได้ก็รีบลนลานลงจากรถไฟฟ้าเพราะว่ารถไฟฟ้ากำลังจะออกจากสถานีที่เธอต้องลงพอดี  ก็เลยทำให้ยัยนั่นหลับหูหลับตาคว้าเอากระเป๋านักเรียนของเขาที่บังเอิญตกลงไปอยู่ที่พื้นพร้อมๆกันกับของยัยนั่น  แล้วก็ออกวิ่งอย่างตาลีตาเหลือกโดยไม่ได่สนใจอะไรทั้งสิ้น  มันก็เลยทำให้เขาต้องมานั่งทำหน้าเซ็งสุดขีดอยู่ในตอนนี้  ...ยิ่งคิด...ชุนสุเกะก็ยิ่งแค้น&lt;br /&gt;                “อาจารย์มองนายหลายรอบแล้วนะชุนสุเกะ  เดือนนี้นายทำให้ฉันพลอยโดนทำโทษไปด้วยตั้งเจ็ดครั้งแล้วนะ  อยู่เฉยๆน่ะ...เป็นรึเปล่า?  แล้วอีกอย่างนึงนะ  ฉันเตือนนายหลายร้อยรอบแล้วด้วยว่า...อย่านั่งหลับบนรถไฟฟ้า  เพราะว่ามันจะทำให้ดูไม่หล่อ”&lt;br /&gt;                เท็ปเปก้มตัวลงจนเกือบจะแนบกับโต๊ะเรียน  ตอนที่กระซิบกระซาบข่มขู่ชุนสุเกะ  ซึ่งจริงๆแล้วเท็ปเปไม่ได้กำลังตั้งใจเรียนหรอก  แต่เขากำลังแอบอ่านหนังสือการ์ตูนเล่มใหม่ที่เพิ่งซื้อมาอยู่และไม่อยากให้ชุนสุเกะเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาถูกจับได้ต่างหากล่ะ &lt;br /&gt;                “ก็มันโมโหนี่นา...ที่ฉันมาโรงเรียนสายวันนี้ก็เพราะวิ่งตามยัยหางเปียนั่นไป  ชิ...คงจะคิดเข้าข้างตัวเองว่าฉันวิ่งตามไปเพื่อขอเบอร์ล่ะมั้ง  ถึงได้หันมาแลบลิ้นเยาะเย้ยฉันแบบนั้นน่ะ  เอ...อันนี้มันอะไรเนี่ย?  ใบสมัครประกวดร้องเพลงนี่นา  กำหนดส่งวันนี้เป็นวันสุดท้ายซะด้วยสิ  แบบนี้ยัยหางเปียนั่นก็อดเข้าประกวดน่ะสิ   ชิ...สมน้ำหน้า”&lt;br /&gt;สิ่งที่เท็ปเปพูดออกไปเมื่อกี๊นี้ไม่ได้เข้ารูหูของชุนสุเกะเลยสักนิด  เขายังคงตั้งหน้าตั้งตารื้อข้าวของในกระเป๋านักเรียนใบนั้นออกมาวางเกลื่อนกลาด  และทำหน้าสะใจเมื่อค้นเจอใบสมัครเข้าประกวดร้องเพลง  ซึ่งมีตัวหนังสือขนาดใหญ่ระบุวันสุดท้ายของการส่งใบสมัครว่าเป็นวันเดียวกันกับวันนี้ซะด้วยสิ&lt;br /&gt;“ฉันว่านายรีบเอากระเป๋าไปคืนให้เค้า  หรือไม่ก็...ช่วยส่งใบสมัครให้เค้าหน่อยดีกว่านะ  ดูสิกรอกรายละเอียดซะเรียบร้อยแล้วด้วย  ถ้าไม่ได้ส่งมันก็น่าเสียดายโอกาสอยู่นะ”&lt;br /&gt;เท็ปเปหยิบใบสมัครที่ชุนสุเกะวางทิ้งลงบนโต๊ะอย่างไม่ไยดีขึ้นมาดู  ใบสมัครนั้นถูกกรอกรายละเอียดไว้เรียบร้อยแล้วด้วยลายมือบรรจงอย่างตั้งอกตั้งใจ  แต่ชุนสุเกะไม่ได้มีท่าทางว่าจะแคร์มันสักนิด&lt;br /&gt;“เมื่อเช้านี้ที่ฉันวิ่งตามยัยนั่นไปน่ะ  ก็เพื่อเอากระเป๋าใบนี้ไปคืนมาแล้วรอบนึงนะเท็ปเป  ยัยนั่นหลงตัวเองวิ่งหนีฉันแบบไม่คิดชีวิตเองต่างหาก ทำแบบนี้น่ะมันน่าช่วยเหลือตรงไหนกันล่ะหา...  แล้วที่สำคัญอะนะ...วันนี้ฉันเอาของที่นายชอบมาด้วยนะเท็ปเป  แต่ป่านนี้ยัยนั่นคงจะเอาไปทิ้งถังขยะด้วยความรังเกียจแล้วล่ะมั้งงงง”&lt;br /&gt;                ชุนสุเกะรู้อยู่แล้วว่า...คำว่า “ของที่นายชอบ”  จะทำให้เท็ปเปตื่นเต้นตาโต  เขาจึงทำหน้าตาเฉยเมย  และน้ำเสียงกวนประสาทตอนที่พูดถึงมัน&lt;br /&gt;                “จริงๆนะเหรอชุนสุเกะ?  นายเอาของที่ฉันชอบมาด้วยจริงๆน่ะเหรอ?  งั้น...แบบนี้เราก็ยิ่งต้องรีบแอบปีนรั้ว  แล้วบุกไปโรงเรียนของยัยนั่นกันอีกรอบเดี๋ยวนี้เลยดีกว่า  นะนะ...ไปนะ...ไปกันนะชุนสุเกะ  นะนะ...”&lt;br /&gt;                ปัง  ปัง  ปัง...&lt;br /&gt;                “Stop!!!”&lt;br /&gt;                อาจารย์มองลอดแว่นมายังเท็ปเปและชุนสุเกะตอนที่กำลังใช้แปรงลบกระดานเคาะกับโต๊ะแรงๆ  เป็นการเตือนว่า...ถ้าหากเท็ปเปกับชุนสุเกะยังไม่ยอมหยุดพูด  แปรงลบกระดานอันนั้นมันจะย้ายมาเคาะที่หัวของเขาแทน  แล้วในที่สุดเท็ปเปก็ต้องหยุดอ้อนวอนชุนสุเกะ  และนั่งเรียนวิชาคณิตศาสตร์อย่างสงบเสงี่ยม  เพราะหนังสือการ์ตูนเล่มใหม่ที่เพิ่งอ่านไปได้แค่ไม่กี่หน้าของเขาถูกอาจารย์หน้าโหดริบไปแล้วน่ะสิ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;                หลังเลิกเรียน  ที่โรงเรียนมัธยมอูเอดะ&lt;br /&gt;                เรียวกะกับเพื่อนยังนั่งจับกลุ่มเม้าท์ถึงสิ่งของที่อยู่ในกระเป๋านักเรียนซึ่งเรียวกะหยิบผิดมาอย่างสนุกปาก  เพราะในกระเป๋าไม่มีอะไรซักอย่างที่เกี่ยวกับการเรียน&lt;br /&gt;                “ดูดิ  ท่าทางจะเป็นคนลามกมากๆด้วยนะ  มีแมกกาซีนแฟชั่นชุดว่ายน้ำตั้งหลายเล่ม  แล้วอันนี้...แมกกาซีนฟุตบอล  ส่วนนี่ก็...การ์ตูนโคนัน  ที่โรงเรียนอื่นเค้ามีสอนวิชาพวกนี้ด้วยเหรอเนี่ย?  เฮงซวยชะมัด”&lt;br /&gt;                “แล้วเธอจะทำยังไงต่อล่ะเรียวกะ?  เอาไปแลกคืนที่โรงเรียนเค้าเหรอ?  อุ๊ย...ฉันทำให้หน่มหน้มของนางแบบสุดเซ็กซี่ต้องแปดเปื้อนซะแล้วล่ะ  เจ้าของเค้าจะโกรธฉันมั้ยอะ?”&lt;br /&gt;                มิซาโนะเผลอยื่นหน้าเข้าไปใกล้หนังสือ  ในขณะที่กำลังตักไอศกรีมช็อกโกแลตเข้าปาก  ก็เลยทำให้ไอศกรีมที่ย้อยออกจากปากของเธอหยดแหมะลงที่ท่อนบนของชุดทูพีชลายดอกไม้สีสดใสที่นางแบบลูกครึ่งท่าทางเปรี้ยวจี๊ดกำลังยืนโพสท่าเฉิดฉายอยู่ในแมกกาซีนเข้าพอดี&lt;br /&gt;                “ช่างปะไร...ไม่ต้องใส่ใจทะนุถนอมของแบบนี้หรอก  แล้วมันเรื่องอะไรที่ฉันจะต้องเอาไปคืนเองให้เมื่อยด้วยล่ะยัยมิซาโนะ  ถึงฉันจะไม่ค่อยสวยเท่าไหร่แต่ฉันก็เลือกได้เหมือนกันนะยะ  ฉันว่า...กระเป๋าใบนี้ต้องเป็นของไอ้หน้าหล่อที่วิ่งตามฉันมาเมื่อเช้านี้แน่ๆ  เดี๋ยวเค้าก็มาเอาคืนเองแหละ  เมื่อเช้ามายืนเกาะรั้วตาละห้อยแล้วนี่นา  จริงปะ...”&lt;br /&gt;                “อืม...งั้นเองน่ะเหรอ?  ว่าแต่ว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของการส่งใบสมัครประกวดร้องเพลงแล้วนี่นา  เธอส่งใบสมัครของเธอไปหรือยังอะเรียวกะ”&lt;br /&gt;                เรียวกะส่ายหน้าเนือยๆแทนคำตอบ  มิซาโนะทำหน้าเบ้  ไอศกรีมช็อกโกแลตสุดโปรดไม่อร่อยซะแล้วสิ   &lt;br /&gt;                “หูยยยย  แล้วแบบนี้เมื่อไหร่เธอจะมีโอกาสได้เป็นนักร้องอย่างที่เธอใฝ่ฝันซะทีล่ะ  ฉันเห็นเธอจดๆจ้องๆจะประกวดมาตั้งสองสามปีแล้วนะ  จะกลัวอะไรนักหนาหา...ยัยเรียวกะ”&lt;br /&gt;                “ฉัน...  ฉัน   ฉันกลัวว่าจะทำไม่ได้น่ะสิ  เธอดูคนที่ประกวดแต่ละปีสิ  มีแต่คนร้องเพลงเก่งๆ  แล้วก็สวยๆทั้งนั้นเลยด้วย  ฉันน่ะไม่มีอะไรจะไปสู้ไปประกวดกับเค้าได้หรอก  บางทีการที่วันนี้ฉันทำกระเป๋านักเรียนสลับกับอีตาลามกคนนั้น  อาจจะเป็นลิขิตจากสวรรค์เพื่อบอกฉันเป็นนัยๆให้รู้ตัวว่าไม่ควรสมัครประกวดร้องเพลงก็ได้นะ,มิซาโนะ”&lt;br /&gt;                น้ำเสียงของเรียวกะฟังดูเศร้าสร้อยและน่าหดหู่ซะมัด  ซึ่งมิซาโนะชาชินกับมันซะแล้วล่ะ   เพราะเรียวกะชอบทำท่าทางแบบนี้ทุกทีเวลาที่ไม่กล้าลงมือทำอะไรที่อยากทำ&lt;br /&gt;                “เฮ้อ   ตามใจเธอก็แล้วกัน  จะเชื่อแบบนั้นก็ตามใจ  งั้นนนน  วันนี้พวกเรากลับบ้านกันดีกว่า  เย็นมากแล้วด้วยนะ”&lt;br /&gt;                มิซาโนะช่วยเรียวกะรวบรวมข้าวของที่รื้อออกมายัดใส่คืนลงในกระเป๋าใบนั้นอย่างลวกๆ  โดยไม่สนใจว่าจะทำให้หนังสือพวกนั้นยับยู่ยี่ซักแค่ไหน  ก่อนจะเดินจับกลุ่มคุยกันออกมาจากโรงอาหารเพื่อกลับบ้าน&lt;br /&gt;                “นี่...ยัยหางเปีย  เอากระเป๋าของฉันคืนมานะ  บอกให้เอากระเป๋าของฉันคืนมาเดี๋ยวนี้ยังไงล่ะ  ยัยหางเปีย   มัวเดินงุ่มง่ามอยู่ได้...เอากระเป๋าของฉันคืนมานะ...”&lt;br /&gt;                ทันทีที่เห็นยัยหางเปียริบบิ้นสีชมพูเดินมาแต่ไกล  ชุนสุเกะก็แหกปากตะโกนเรียกเสียงดังแบบสุดๆ  โดยมีเท็ปเปช่วยตะโกนคำว่ายัยหางเปียซ้ำๆเพื่อเป็นการประจานให้ยัยหางเปียนั่นรู้ตัว  และไม่สามารถที่จะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ได้อีก  ...ในขณะเดี๋ยวกันเรียวกะก็อยากจะกระชากผมเปียของตัวเองให้หลุดออกจากหัวซะเดี๋ยวนี้  เพราะในโรงเรียนอูเอดะแห่งนี้ไม่มีคนอื่นอีกแล้วที่มัดผมเปียแบบเดียวกันกับเธอ&lt;br /&gt;                “ดูเหมือนสองคนนั้นจะกำลังเรียกเธออยู่นะเรียวกะ” &lt;br /&gt;แต่ตอนนี้เรียวกะอยากที่จะฆ่ามิซาโนะมากกว่าที่ช่วยสองคนนั่นตอกย้ำว่าเธอคือยัยหางเปียที่สองคนนั้นกำลังต้องการตัว&lt;br /&gt;                “ฉันรู้แล้วล่ะน่า...ก็ไอ้หน้าหล่อคนซ้ายมือนั่นแหละที่วิ่งตามฉันมาเมื่อเช้านี้น่ะ” &lt;br /&gt;                จริงๆแล้วชุนสุเกะกับเท็ปเปหน้าตาและหุ่นดีสูสีกันมาก  แต่ว่าชุนสุเกะน่ะผมยาวกว่าเท็ปเปแล้วก็ทำสีผมเป็นสีทองด้วย  เรียวกะก็เลยจำได้ทันทีที่เห็น  แม้จะอยู่ในระยะที่ยังค่อนข้างไกลกันมากก็ตาม  เรียวกะรีบเก๊กหน้าซีเรียสแล้วเดินตรงไปที่ประตูรั้วโรงเรียนที่สองคนนั่นยืนเกาะอยู่&lt;br /&gt;                “มัวทำอะไรอยู่หา...ยัยหางเปีย?  โรงเรียนเธอเลิกตั้งนานแล้วนี่นา...แล้วทำไมถึงเพิ่งจะเดินออกมา  รู้รึเปล่าว่าฉันสองคนยืนรอเธอจนจะกลายเป็นลิงในสวนสัตว์อยู่แล้วนะ  คุณลุงยามก็ใจร้ายชะมัด  ขอเข้าไปนั่งรอข้างในนิดเดียวก็ไม่ได้”&lt;br /&gt;                ยังไม่ทันที่เรียวกะจะเดินไปถึง  ชุนสุเกะก็ชิงตะโกนต่อว่าปนบ่นใส่เธออีกชุดใหญ่  ไม่ได้มีท่าทางหวาดกลัวสีหน้าซีเรียสของเรียวกะเลยซักนิด  เรียวกะก้มหน้าคุยกับเขาเพราะต้องการที่จะปกปิดว่า...เธอกำลังกัดฟันพูดกับเขาด้วยความคับแค้นใจมากแค่ไหน&lt;br /&gt;                “ฉันไม่ได้ชื่อยัยหางเปียอย่างที่นายพยายามยัดเยียดให้ซักหน่อย  อะนี่..กระเป๋าของนาย  แล้วไหนล่ะกระเป๋านักเรียนของฉันน่ะ?  แล้วฉันก็หวังว่านายคงจะไม่เสียมารยาทรื้อเอาของของฉันออกมาดูหรอกนะ” &lt;br /&gt;เรียวกะส่งกระเป๋านักเรียนคืนให้เขา  แล้วรีบเปิดกระเป๋านักเรียนของตัวเองออกมาสำรวจดูความเรียบร้อย  ของทุกอย่างของเธอยังอยู่ในสภาพดีตามปรกติ   แต่...&lt;br /&gt;                “เดี๋ยวก่อน...ยัยหางเปีย  เธอทำอะไรกับหนังสือการ์ตูนของฉัน”&lt;br /&gt;                ชุนสุเกะโวยวายเสียงดังมากกว่าเดิม  และดึงแขนของเรียวกะเอาไว้อย่างแรงด้วยความโกรธ  ทำให้เรียวกะเซไปซบอยู่กับอกของเขา  เรียวกะเงยหน้าขึ้นจ้องหน้ากับเขาเพื่อที่จะเอาเรื่องเช่นกัน  ทำให้ใบหน้าของเรียวกะกับชุนสุเกะอยู่ห่างกันแค่เพียงฝ่ามือเดียวเท่านั้น  และพอได้เห็นหน้ากันชัดๆสิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น... &lt;br /&gt;                “เฮ้ยยยย  เธอ...ยัยเห่ย...ห้องหนึ่ง”&lt;br /&gt;                “อี๋...นาย...นายเน่าห้องบ๊วย”&lt;br /&gt;                ต่างคนต่างตะโกนชื่อที่เรียกขานซึ่งกันและกันเมื่อสมัยที่เรียนชั้นประถมออกมาเสียงดังด้วยความตกใจ  พลังเสียงของทั้งคู่ทำให้ต่อมน้ำตาของเท็ปเปที่กำลังไหลพรากเพราะเสียอกเสียใจอยู่กับแมกกาซีนแฟชั่นชุดว่ายน้ำทูพีชซึ่งเป็นของที่เขาชอบ  แต่ตอนนี้มันอยู่ในสภาพยับยู่ยี่ซะยิ่งกว่าขยะในถังรีไซเคิ้ลซะอีก  พลอยหยุดชะงักการทำงานไปด้วย&lt;br /&gt;“ชิ...ถ้าหากฉันรู้ว่าเป็นกระเป๋าของนายนะ  ฉันจะเอามันทิ้งใส่ถังขยะซะ  ไม่หิ้วติดมือให้เมื่อยหรอก” &lt;br /&gt;เรียวกะเป็นฝ่ายรวบรวมสติได้ก่อน  เธอรีบดันตัวเองออกจากอ้อมแขนของชุนสุเกะ  และทำท่าปัดเสื้อผ้าราวกับว่าร่างกายของชุนสุเกะเป็นสิ่งสกปรก  ก่อนจะหันไปดึงมือมิซาโนะซึ่งกำลังยืนหน้ามึนอยู่ให้รีบเดินกลับบ้านด้วยกัน  โดยไม่แยแสต่อเสียงตะโกนโหวกเหวกที่ดังตามหลังมา&lt;br /&gt;“ยัยเห่ยเอ๊ย...  ถ้าหากฉันรู้ว่าเป็นกระเป๋านักเรียนของเธออะนะ  ฉันก็จะไม่ยอมเสียเวลาทำเรื่องงี่เง่าแบบนี้เหมือนกันนั่นแหละ  ยัยเห่ยเอ๊ย...”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;                ที่ห้องสมุด  โรงเรียนมัธยมหญิงล้วนอูเอดะ&lt;br /&gt;                เรียวกะกับมิซาโนะใช้เวลาช่วงพักกลางวันที่เหลือเข้ามานอนเล่นในห้องสมุด  เรียวกะทำเป็นหยิบหนังสือประวัติศาสตร์ยากๆมาวางระเกะระกะเพื่อบังหน้า  เพราะต้องการที่จะยึดเอามุมเอกเขนกที่มีฟูกนุ่มๆและหมอนใบใหญ่ๆหลายใบเอาไว้นอนกลิ้งเล่นเป็นการส่วนตัว&lt;br /&gt;                “เรียวกะ  เธอรู้จักกับผู้ชายหล่อๆคนนั้นด้วยเหรอ?  แล้วทำไมเธอต้องทำท่ารังเกียจเค้าด้วยล่ะ?”&lt;br /&gt;                มิซาโนะพยายามชวนเรียวกะพูดคุยถึงเรื่องนี้มาตั้งแต่เช้าแล้ว  เมื่อเรียวกะเห็นว่า...ถ้าหากเธอยังไม่ยอมเล่าอะไรซักอย่างที่เกี่ยวกับชุนสุเกะให้มิซาโนะฟัง  มิซาโนะก็จะต้องตามรบเร้าเธออยู่แบบนี้ไม่ยอมเลิกซะที  เรียวกะก็เลยเล่าถึงความน่ารังเกียจของชุนสุเกะที่เธอได้พบเจอมาให้มิซาโนะฟัง  เพื่อที่ยัยนี่จะได้เลิกทำท่าปลาบปลื้มความหน้าตาดีของเขาซะที&lt;br /&gt;                “สัญญาก่อนนะว่าถ้าหากฉันเล่าให้ฟังแล้วเราจะไม่พูดถึงเรื่องนี้กันอีก   ฉันกับเค้าเคยเรียนโรงเรียนประถมมาด้วยกัน  แต่ว่าอยู่คนละห้อง  ตอนแรกๆอะนะ...ฉันก็ไม่ได้สนใจที่จะรู้จักกับเค้าหรอก  แต่ว่ามีอยู่หนนึงที่เค้าช่วยฉันจากกลุ่มเด็กผู้ชายที่เข้ามารีดไถเงินฉัน  ตอนนั้นนะตัวเค้าเล็กนิดเดียวเอง  แล้วเด็กเกเรพวกนั้นก็มีคนเยอะกว่าด้วย  ชุนสุเกะก็เลยโดนรุมซะน่วมเลยล่ะ  ฉันก็เลยปลื้มเค้ามาก...”&lt;br /&gt;                “ว้าว...โรแมนติกจังเลย”  มิซาโนะนึกภาพตามแบบดราม่าสุดๆจนดูเหมือนชุนสุเกะกำลังบุกเดี่ยวอยู่ในสนามรบตอนที่เข้าไปช่วยเรียวกะ  มิซาโนะก็เลยอินมาก...จนมีประกายวิ้งๆออกจากดวงตาของเธอเต็มไปหมด&lt;br /&gt;                “อย่าเพิ่งขัดได้มั้ย?  เรื่องมันไม่ได้สวยหรูอย่างที่เธอกำลังวาดฝันหรอกนะ”&lt;br /&gt;                เรียวกะทำลายฝันกลางวันของมิซาโนะซะพังป่นปี้  ก่อนที่จะเริ่มเล่าเรื่องต่อ&lt;br /&gt;                “หลังจากนั้นฉันกับเค้าก็เลยเป็นเพื่อนเล่นกัน  แต่ว่าเค้าน่ะ...ชอบเรียกฉันว่ายัยเห่ย  ฉัน...ก็เลยเรียกเค้าว่านายเน่ากลับไปบ้าง  ฉันกับเค้าสนิทกันมากจนเด็กคนอื่นๆล้อว่าเราสองคนเป็นแฟนกัน  เค้าน่ะทำเป็นเฉยๆก็เลยไม่รู้ว่าเค้ารู้สึกดีใจเหมือนกับฉันบ้างรึเปล่า  แล้ว...พอวันสุดท้ายของพิธีจบการศึกษาฉันก็เลยตัดสินใจขอแลกป้ายชื่อกับเค้า  แต่ว่า...ฉันบอกเค้าช้าไป  เค้าก็เลยให้ป้ายชื่อกับคนอื่นไปแล้ว  ตอนนั้นฉันไม่รู้จะทำยังไงต่อก็เลยวิ่งหนีมาซะดื้อๆ  แล้วตั้งแต่วันนั้นเราสองคนก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย  น่าแปลกนะ...ทั้งๆที่เมืองโตเกียวก็เล็กนิดเดียวเอง  แค่อยู่คนละโรงเรียนเท่านั้นก็หากันไม่เจอซะแล้ว”&lt;br /&gt;                ไม่ใช่แค่เพียงน้ำเสียงตอนท้ายๆของเรียวกะจะฟังดูเศร้าเท่านั้น  แต่ว่า...ความรู้สึกของเรียวกะก็เศร้าตามไปด้วย  แล้วมันก็ได้แสดงออกมาทางสีหน้าและแววตาโดยที่เรียวกะไม่รู้สึกตัว&lt;br /&gt;                “แต่ตอนนี้  เธอกับเค้าก็หากันเจอแล้วนี่นา  กลับไปเป็นเพื่อนกันก็ได้นี่  แค่สองปีที่ไม่ได้เจอกันน่ะ  ไม่น่าจะทำให้อะไรมันเปลี่ยนแปลงไปมากนักหรอกนะ”&lt;br /&gt;                มิซาโนะพยายามให้กำลังใจเพื่อน  เธออยากให้เรียวกะกลับไปคบกับชุนสุเกะอีกครั้ง  เผื่อว่า...เธอจะมีโอกาสได้คบกับเพื่อนสนิทของชุนสุเกะที่ชื่อเท็ปเปบ้าง &lt;br /&gt;                “ทุกอย่างมันได้เปลี่ยนไปจนหมดแล้วล่ะมิซาโนะ  เมื่อก่อนนี้เค้าตัวเล็กนิดเดียวเองนะ  ตัวเท่าๆกับฉันเลย  แต่ดูตอนนี้สิ...ชุนสุเกะเค้าตัวโตกว่าฉันตั้งเยอะ  กระชากฉันนิดเดียวตัวฉันก็ปลิวแล้ว  อีกอย่างนึงนะ...ตอนนี้เค้าก็เรียนอยู่โรงเรียนนานาชาติแบลเบอร์รี่ที่แสนจะไฮโซด้วย  คงมีสาวๆสวยๆแล้วก็รวยมากๆเป็นเพื่อนกับเค้าเยอะแยะแล้วล่ะ  เฮ้อ...  ฉันว่า...เราเลิกพูดเรื่องนี้กันได้แล้วล่ะ  ขึ้นไปเรียนกันดีกว่า”&lt;br /&gt;                เรียวกะเปลี่ยนเรื่องปุบปับแล้วลุกขึ้นเดินเอาหนังสือไปเก็บคืนเข้าที่  ก่อนจะเดินออกไปโดยลืมที่จะดูว่ามิซาโนะเดินตามมาด้วยหรือเปล่า...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;                “หวัดดียัยหางเปีย  หวัดดีมิซาโนะ”&lt;br /&gt;                เรียวกะหันไปมองมิซาโนะที่แกล้งทำเป็นยืนหน้ามึนอยู่ข้างๆเมื่อเจอชุนสุเกะกับเท็ปเปมายืนเกาะรั้วโรงเรียนรอหลังเลิกเรียน&lt;br /&gt;                “เธอไปสนิทสนมกับสองคนนี่ตั้งแต่เมื่อไหร่หา...ยัยมิซาโนะ”&lt;br /&gt;                มิซาโนะทำหน้าซื่อบื้อบอกว่าไม่รู้เรื่อง  และไม่ได้สนิทกับเท็ปเปและชุนสุเกะ  ทั้งๆที่เท็ปเปแอบขอแลกเบอร์โทรศัพท์กับมิซาโนะตั้งแต่เมื่อวันก่อน  และภาพที่เท็ปเปโบกมือทักทายมิซาโนะอย่างสนิทสนมก็ฟ้องเรียวกะอยู่ชัดๆว่าสองคนนี้ได้ทำความรู้จักกันเป็นอย่างดีแล้ว&lt;br /&gt;                “เธอรู้อะไรมั้ยมิซาโนะ?  เธอเป็นคนที่โกหกไม่เก่งเอาซะเลย  เฮ้อ...เธออยากจะไปเที่ยวต่อกับสองคนนี่ก็ตามใจนะ  แต่ฉันจะรีบกลับไปทำการบ้าน”&lt;br /&gt;                เรียวกะไม่อยากที่จะตกเป็นข่าวให้เพื่อนร่วมโรงเรียนอูเอดะที่มีแต่ผู้หญิงได้เม้าท์กันมากไปกว่านี้  เธอจึงรีบเดินแยกตัวออกจากกลุ่มมา  แต่ว่าชุนสุเกะก็วิ่งตามมายืนดักหน้าเอาไว้  พร้อมกับยื่นตุ๊กตาหมีถือรูปหัวใจตัวเล็กๆให้กับเธอ&lt;br /&gt;                “รีบรับเอาไว้สิ  ฉันอายคนอื่นเป็นเหมือนกันนะ” &lt;br /&gt;แก้มทั้งสองของชุนสุเกะเป็นสีแดงด้วยความเขิน  ก็เขาไม่ค่อยชินกับการตกเป็นเป้าสายตาของสาวๆแบบนี้ซักเท่าไหร่นี่นา&lt;br /&gt;                “แล้วฉันบอกนายตั้งแต่เมื่อไหร่ว่าอยากได้น่ะ?” &lt;br /&gt;เรียวกะทำหน้าเชิดซะจนน่าหมั่นไส้  แต่นานๆทีจะมีผู้ชายหน้าหล่อมาดเท่เอาของขวัญมาให้ซะที  มันก็อดไม่ได้ที่จะเล่นตัว  และทำท่าเริ่ดๆเชิดๆซะหน่อย&lt;br /&gt;                “ก็...เมื่อก่อนนี้ยังไงล่ะ  เวลาที่แวะไปเกมเซ็นเตอร์ทีไรเธอชอบรบเร้าให้ฉันหนีบตุ๊กตาแบบนี้จากเครื่องยูโฟแคชเชอร์มาให้เธอทุกทีเลย  เพราะว่าตุ๊กตาแบบนี้น่ะสามารถที่จะอัดเสียงได้  เธอน่ะชอบร้องเพลงแล้วอัดเก็บเอาไว้ฟังคนเดียว  ไม่ค่อยยอมแบ่งให้คนอื่นได้ฟังมั่งเลย  ฉันยังจำได้นะ  แล้วฉันก็ขออวยพรให้เธอชนะด้วย”&lt;br /&gt;                “นายเน่า  นายพูดแบบนี้หมายความว่ายังไง?”&lt;br /&gt;                เรียวกะมีท่าทางตกใจอย่างเห็นได้ชัด  เธอไม่ได้เพียงแค่แปลกใจที่ชุนสุเกะยังจดจำเรื่องราวต่างๆของเธอได้ดี  แต่ว่าเธอยังคิดระแวงไกลไปถึงเรื่องใบสมัครประกวดร้องเพลงของเธอที่หายไปอย่างไร้ร่องรอยด้วย&lt;br /&gt;                “พอดีวันนั้นฉันค้นเจอใบสมัครประกวดร้องเพลงอยู่ในกระเป๋านักเรียนด้วย  แล้วก็เห็นว่ามันเป็นวันสุดท้ายของการส่งใบสมัครแล้ว  ฉันก็เลยช่วยเอาไปส่งให้น่ะ  แต่ว่าตอนนั้นฉันไม่ได้ดูชื่อที่กรอกไว้หรอกนะว่าเป็นของใคร  แล้วฉันก็ดีใจมากๆที่มันเป็นของเธอ  ฉันเอาใจช่วยเธอแบบสุดๆเลยนะ”&lt;br /&gt;                ความทรงจำดีๆตอนนั้น  และความรู้สึกดีๆที่เคยมีให้ต่อกันก็ยังฝังแน่นอยู่ในความรู้สึกนึกคิดของเรียวกะ  แต่ว่า..ความไม่กล้าหาญก็ได้ทำให้เธอไม่สามารถที่จะยิ้มรับเอาความหวังดีของเขาได้จริงๆ&lt;br /&gt;                “นายไม่มีสิทธิ์ที่จะมายัดเยียดนู่นนี่ให้ฉันตามอำเภอใจแบบนี้นะ  จำเอาไว้ด้วย”&lt;br /&gt;                เรียวกะตบหน้าของชุนสุเกะเต็มแรง  และดวงตาคู่สวยของตัวเธอเองก็มีน้ำตาคลออยู่  ทั้งๆที่รู้ว่ามีคนที่คอยเชียร์ให้เธอได้ก้าวเดินตามความฝันอยู่เยอะแยะไปหมด  แต่เธอก็ยังรู้สึกอ่อนแอเกินไปที่จะออกเดินตามแรงยุ  และที่สำคัญที่สุดก็คือ  กลัวว่าเธอจะทำให้คนพวกนี้ต้องผิดหวัง&lt;br /&gt;                “เรียวกะ  จนป่านนี้เธอก็ยังไม่เลิกที่จะขี้ขลาดอย่างไร้เหตุผลอีกงั้นเหรอ?  ไม่ได้เรื่องเอาซะเลย”&lt;br /&gt;                เสียงของชุนสุเกะตะโกนตามหลังมาติดๆ  ไม่มีทีท่าว่าเขาจะรู้สึกโกรธเรียวกะสักนิด  &lt;br /&gt;                “ฉันจะเป็นยังไงมันก็เรื่องของฉัน  นายไม่ต้องมายุ่ง  จำเอาไว้นะนายเน่า”&lt;br /&gt;                เรียวกะตะโกนตอบกลับเขาไปเสียงดังทั้งๆที่น้ำตาก็ยังไหลไม่หยุด  เพราะตั้งใจที่จะประจานชื่อ”นายเน่า”ของเขา  แล้วรีบเดินเร็วๆหนีไป  ทำให้สาวๆโรงเรียนอูเอดะที่กำลังเดินผ่านมาต้องพากันเดินก้มหน้า  เพื่อไม่ให้ชุนสุเกะเห็นว่าพวกเธอกำลังหัวเราะขำอย่างเปิดเผยจนน่าเกลียดเกินไปนัก               &lt;br /&gt;“ฉันไม่ยอมเลิกวุ่นวายกับเธอแน่ๆ  จนกว่าเธอจะเลิกขี้ขลาด  จำเอาไว้นะยัยเห่ย...”&lt;br /&gt;                แต่ไม่ว่าชุนสุเกะจะตะโกนซ้ำซักกี่ครั้งเรียวกะก็ไม่สนใจซักนิด  เธอหิ้วกระเป๋านักเรียนทำหน้าเชิดและเดินส่ายก้นจากไปอย่างไม่สนใจไยดี  ปล่อยให้ชุนสุเกะซึ่งอยู่ในชุดนักเรียนนานาชาติสุดเท่ต้องยืนหิ้วตุ๊กตาหมี  ทำหน้าเซ็งอยู่ตรงนั้นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;                หลังเลิกเรียน  ที่โรงเรียนนานาชาติแบลเบอร์รี่&lt;br /&gt;                ชุนสุเกะกับเท็ปเปนั่งเล่นอยู่ที่หน้าตึกวิทยาศาสตร์  ชุนสุเกะกำลังนั่งคิดถึงความสำคัญของการแลกป้ายชื่อในวันจบการศึกษา  เขาไม่เคยรู้เลยว่ามันมีความสำคัญมากสำหรับเด็กผู้หญิงที่แอบชอบเด็กผู้ชาย  เขาจึงให้ป้ายชื่อของตัวเองไปกับเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งที่เรียนอยู่ห้องเดียวกันโดยไม่ได้ใส่ใจอะไร  แต่ตอนที่เขาไปขอป้ายชื่อคืนจากเด็กคนนั้น  เพื่อที่จะเอามาแลกกับเรียวกะ  ความเจ็บปวดที่เด็กผู้หญิงคนนั้นได้แสดงออกมาก็ทำให้เขาได้รู้ว่ามันมีความสำคัญมาก  และเขาก็ได้ทำให้เด็กผู้หญิงสองคนต้องเสียใจมากๆในวันจบการศึกษาชั้นประถม&lt;br /&gt;                “วันนี้นายจะไม่ไปที่โรงเรียนอูเอดะด้วยกันจริงๆน่ะเหรอ?” &lt;br /&gt;เท็ปเปยังไม่ยอมล้มเลิกความตั้งใจที่จะชวนชุนสุเกะ  ซึ่งชุนสุเกะรู้ว่าจริงๆแล้วเท็ปเปอยากมีเพื่อนไปเล่นปาจิงโกะที่เกมเซ็นเตอร์ด้วยกันมากกว่า  เพราะว่ายัยมิซาโนะซึ่งกำลังเริ่มลองคบกับเท็ปเปไม่ชอบเล่นปาจิงโกะน่ะสิ&lt;br /&gt;                “ตอนนายจบชั้นประถมมีเด็กผู้หญิงมาขอแลกป้ายชื่อกับนายรึเปล่าเท็ปเป?” &lt;br /&gt;ชุนสุเกะตอบคำถามของเท็ปเปด้วยประโยคคำถามของเขาเอง  เท็ปเปทำหน้าเซ็งแล้วเก็บแมกกาซีนชุดว่ายน้ำใส่กระเป๋า  คำถามงี่เง่าของชุนสุเกะทำให้เขาหมดอารมณ์ที่จะดูของชอบซะแล้ว&lt;br /&gt;                “หล่อๆอย่างฉันจะเหลือเหรอ...แต่ว่าเด็กผู้หญิงที่มาขอแลกป้ายชื่อกับฉันน่ะ  ทำให้ฉันแปลกใจมากเลย  เราเรียนอยู่ห้องเดียวกันแต่ว่าแทบจะไม่เคยคุยกันเลยด้วยซ้ำ  เค้าเป็นเด็กผู้หญิงที่เรียบร้อยมาก...แล้วก็เก็บตัวด้วย  ไม่ค่อยมีเพื่อนหรอก  ตอนนั้นฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงได้แลกป้ายชื่อกับเด็กผู้หญิงคนนี้  ทั้งๆที่ไม่ได้รู้สึกชอบเค้าซักนิด  แต่ว่า...หลังจากวันจบการศึกษาไม่นานนักฉันก็ได้ข่าวจากครูประจำชั้นว่า  เด็กผู้หญิงคนนี้ย้ายบ้านไปอยู่ที่ฟูกุโอกะแล้ว  น่าเศร้าชะมัดเลย...ถ้าหากฉันรู้ล่วงหน้าว่าจะไม่ได้เจอกันอีกฉันจะพูดประโยคดีๆ  แล้วก็ขอแลกเบอร์โทรศัพท์หรือว่าที่อยู่เอาไว้ด้วย”&lt;br /&gt;                “นั่นน่ะสินะ...ถ้าหากฉันรู้ว่าคงจะไม่ได้เจอกันอีกฉันเองก็จะขอแลกเบอร์โทรศัพท์กับเธอเอาไว้เหมือนกันแหละ  ถึงแม้ว่าตอนนี้ฉันกันเค้าจะได้เจอกันอีกครั้งนึง  แต่ดูเหมือนทุกสิ่งทุกอย่างมันจะสายเกินไปซะแล้วล่ะ  เค้าคงไม่อยากที่จะเป็นเพื่อนเล่นกับฉันแล้ว” &lt;br /&gt;ชุนสุเกะหน้าเศร้า  เมื่อนึกถึงตอนที่ถูกเรียวกะขับไสไล่ส่งเมื่อวันก่อน&lt;br /&gt;                “ฉันว่า...เรียวกะน่ะไม่ได้อยากเป็นเพื่อนกับนายมาตั้งแต่แรกแล้วล่ะ  ถ้าหากนายอยากจะกลับไปเป็นเพื่อนเล่นกับเค้าอย่างเดิมล่ะก็  ฉันว่าอย่าเลยนะชุนสุเกะ  เพราะว่านายจะทำให้เค้าเสียใจอีกรอบนึง”&lt;br /&gt;                เท็ปเปเก๊กหน้าหล่อแบบสุดๆในขณะที่พูด  ก่อนจะขอตัวไปหามิซาโนะที่โรงเรียนอูเอดะ  พอได้นั่งอยู่คนเดียวชุนสุเกะก็ได้มีเวลาทบทวนและตั้งคำถามกับความรู้สึกของตัวเองว่า  ...อยากที่จะเป็นเพื่อนกับเรียวกะรึเปล่า?  แต่ว่า...สิ่งที่เขาแน่ใจที่สุดในตอนนี้ก็คือ  เขาอยากทำให้เรียวกะเลิกวิตกกังวลกับผลที่จะเกิดขึ้นก่อนลงมือทำน่ะสิ  เรียวกะไม่เคยมีความเชื่อมั่นในความสามารถที่ตัวเองมีเลยสักครั้งเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;                ที่หน้าโรงเรียนมัธยมหญิงล้วนอูเอดะ&lt;br /&gt;                “เรียวกะ...เรียวกะ  มาทางนี้สิ  มานี่เร็วๆเข้า” &lt;br /&gt;เรียวกะซึ่งกำลังทำท่าทางลับๆล่อๆอยู่บริเวณใกล้ๆกับประตูโรงเรียนเพื่อหาทางที่จะเข้าไปในโรงเรียนโดยไม่ถูกอาจารย์ทำโทษฐานที่มาสาย  หันไปตามเสียงเรียก  แล้วเธอก็เห็นชุนสุเกะยืนอยู่อีกมุมหนึ่งของรั้วโรงเรียน  เรียวกะเดินไปหาเขาอย่างไม่มีทางเลือก  เพราะขืนเธอทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้นายเน่านี่ก็คงจะแหกปากตะโกนเรียกเสียงดัง  จนเธอถูกอาจารย์จับได้แล้วมีความผิดเพิ่มขึ้นอีกหลายกรณี&lt;br /&gt;“เธอยังอยากแลกป้ายชื่อกับฉันอยู่อีกรึเปล่า?” &lt;br /&gt;ธุระสำคัญของชุนสุเกะทำให้เรียวกะอยากจะเอาหัวเขกพื้นซักร้อยที&lt;br /&gt;“มาหาฉันแต่เช้าเพราะเรื่องนี้อะนะ  สติดีรึเปล่า?  ฉันว่า...เอาไว้ตอนเย็นๆนายค่อยแวะมาใหม่ก็แล้วกันนะ”&lt;br /&gt;เรียวกะทำท่าเย็นชาและห่างเหินกับชุนสุเกะแบบสุดๆ  เพื่อที่เขาจะได้ไม่กล้าตอแยกับเธออีก  แต่ว่าต่อมรับความรู้สึกของชุนสุเกะก็ยังคงตายด้าน&lt;br /&gt;“ไม่ได้หรอก  ถ้าหากเธอไม่ยอมตอบคำถามของฉันเดี๋ยวนี้  ฉันคงไม่มีกะจิตกะใจที่จะทำอะไร  เมื่อคืนนี้ฉันก็คิดถึงเรื่องนี้อยู่ทั้งคืนจนนอนไม่หลับเชียวนะ”&lt;br /&gt;“แต่ตอนนี้ฉันคงแลกป้ายชื่อกับนายไม่ได้แล้วล่ะ  เพราะว่าป้ายชื่อของฉันมันหายไปตั้งนานแล้ว  ขอโทษด้วยนะชุนสุเกะ” &lt;br /&gt;เรียวกะหันหลังทำท่าจะเดินกลับไปทางเก่า  เพราะอยากจะเข้าไปข้างในโรงเรียนจะแย่อยู่แล้ว&lt;br /&gt;“เรียวกะ  ถ้าหากตอนนี้เธอจะรังเกียวฉันน่ะ  ฉันก็ไม่ว่าหรอกนะ  แต่ว่าฉันขอร้องอะไรเธอสักอย่างนึงจะได้มั้ย?  อย่างเดียวนั้นจริงๆ  รับปากกับฉันได้รึเปล่า?”&lt;br /&gt;เรียวกะยืนนิ่งเม้มริมฝีปากแน่นจนรู้สึกเจ็บ  ตั้งอกตั้งใจฟังในสิ่งที่เขากำลังจะพูด&lt;br /&gt;“เธอจะต้องประกวดร้องเพลงครั้งนี้นะ  ห้ามถอนตัวอย่างเด็ดขาด  แค่นี้เอง  ทำได้รึเปล่าเรียวกะ?”&lt;br /&gt;“.....”&lt;br /&gt;นาน  หลายอึดใจกว่าจะมีถ้อยคำหลุดออกจากปากของเรียวกะ&lt;br /&gt;“ทำไมฉันจะต้องทำแบบนั้นด้วย  ในเมื่อทำไปก็มีแต่ความผิดหวัง  กับแค่เรื่องง่ายๆอย่างการขอแลกป้ายชื่อกับนายฉันยังแพ้คนอื่นเลยนี่นา  แล้วฉันจะเอาปัญญาอะไรไปแข่งขันกับคนอื่นๆเค้ากันล่ะ  ฉันไม่อยากเสียใจ  ฉันไม่ต้องการผิดหวังอีกแล้วนายเข้าใจมั้ย”&lt;br /&gt;“เปล่าเลยนะเรียวกะ  เธอไม่ได้แพ้ใครหรอกนะ  เชื่อฉันสิ  เธอแค่ลงมือช้ากว่าคนอื่นก็เท่านั้นเอง  ถ้าหากว่าตอนนั้นเธอไม่รอจนถึงเวลวที่จะต้องกลับบ้าน  ป้ายชื่อของฉันก็เป็นของเธอไปแล้วล่ะ  แต่เรื่องนั้นน่ะมันไม่ได้สำคัญหรอกนะ  มันสำคัญตรงที่ฉันดีใจที่เดินได้ลงมือเดินเข้ามาขอแลกป้ายชื่อกับฉันต่างหากล่ะ  เพราะมันได้ทำให้ฉันรู้ว่าความรู้สึกที่ฉันมีต่อเธอน่ะ  ได้รับการตอบรับกะเค้าเหมือนกัน  ฉันไม่ได้คิดไปเองว่าเธอเองก็ให้ความสำคัญกับฉันเหมือนกัน”&lt;br /&gt;“ฉันไม่เข้าใจหรอกนะว่านายกำลังพยายามที่จะบอกอะไรกับฉัน  แล้วเรื่องมันก็ผ่านมานานแล้วด้วย  ช่างมันเถอะชุนสุเกะ  ฉันจะรีบไปเรียนล่ะ”&lt;br /&gt;เรียวกะแกล้งทำเป็นซื่อบื้อทั้งๆที่รู้อยู่เต็มอกว่าชุนสุเกะอยากที่จะกลับมาเป็นเพื่อนสนิทกับเธออีกครั้ง&lt;br /&gt;“เดี๋ยวสิเรียวกะ  สิ่งที่ฉันพยายามจะบอกกับเธอก็คือ  เธอจะตัดสินใจเอาเองว่าเธอทำไม่ได้  สู้คนอื่นไม่ได้ได้ยังไงกันล่ะ  ในเมื่อเธอยังไม่ยอมที่จะลงสนามแข่งขัน  ลงมือทำอยู่แบบนี้น่ะ  ก็เหมือนกันกับตอนที่เธอขึ้นรถไฟนั่นแหละ  ถ้าเธอไม่ยอมเลือกขึ้นรถไฟสักขบวนเธอก็จะไม่ได้ไปถึงไหน  แต่ถ้าหากเธอได้ตัดสินใจขึ้นรถไฟขบวนที่แล่นผ่านมา  อย่างน้อยๆรถไฟขบวนนั้นก็จะพาให้เธอไปไหนต่อไหน  และอาจจะได้พบกับสิ่งที่ไม่คาดคิดมาก่อน  อย่างเช่นการได้กลับมาเจอกันของเราสองคนยังไงล่ะ” &lt;br /&gt;ทันที่ที่แน่ใจว่าชุนสุเกะได้พูดจบแล้ว  เรียวกะก็สูดหายใจแรงๆเข้าเต็มปอด  ขณะที่บอกกับตัวเองว่าเธอจะลองลงมือทำในสิ่งที่อยากทำดูสักครั้ง  จะไปถอนตัวออกจากการประกวดร้องเพลงที่ชุนสุเกะช่วยส่งใบสมัครให้&lt;br /&gt;“แค่นี้ใช่รึเปล่าธุระของนายน่ะ”&lt;br /&gt;“ไม่ต้องทำท่ารังเกียจฉันมากขนาดนั้นหรอกนะยัยเห่ย  ฉันไม่ใช่นายเน่าที่เธอจะเล่นหัวเล่นตัวได้ตามอำเภอใจแล้วนะ  แล้วฉันก็ไม่ได้อยากแลกป้ายชื่อของฉันกับเธอด้วย”&lt;br /&gt;เรียวกะชะงักฝีเท้าแต่ยังไม่ยอมหันไปมองชุนสุเกะ  เธอไม่เข้าใจท่าทีเขาเลยสักนิด  ...ทำไมจู่ๆถึงได้พูดจาใจร้ายออกมาแบบนี้นะ&lt;br /&gt;“ฉันเองก็ไม่ได้อยากเป็นเพื่อนกับเธอนักหรอกนะยัยเห่ย  จำเอาไว้ซะด้วย” &lt;br /&gt;ประโยคนี้เองที่ทำให้ในที่สุดน้ำตาของเรียวกะก็ไหลออกมา  เธอก้มหน้างุดและแอบรีบเอามือป้ายเช็ดน้ำตา  แล้วบอกกับชุนสุเกะว่าเป็นสิ่งที่เธอรู้ดีมาโดยตลอดอยู่แล้ว  ก่อนจะเริ่มต้นเดินเร็วๆอีกครั้ง  แต่ก็เดินไปได้แค่ไม่กี่ก้าว  ก็ถูกชุนสุเกะวิ่งตามมาดึงข้อมือเอาไว้&lt;br /&gt;“แต่ฉันอยากอยู่ใกล้ๆเธอ  จะคอยปกป้องเธอจากคนเกเร  แล้วก็อยากจะเดินจูงมือกับเธอด้วย  เป็นกำลังใจคนสำคัญให้กับเธอ   คือ...ฉัน  คือ...ฉัน  ฉันคิดว่า...ฉันคงจะชอบเธอมาตลอด  แต่ว่าตอนนั้นฉันไม่รู้ว่าจะเรียกความรู้สึกแบบนี้ว่าอะไร”&lt;br /&gt;เรียวกะไม่รู้ตัวว่าเธอกำลังร้องไห้ตอนที่ยืนนิ่งๆอยู่ในอ้อมแขนของชุนสุเกะ  จนกระทั่งชุนสุเกะเช็ดน้ำตาให้เธอ  เรียวกะจึงรู้ตัวและยิ้มออกมาได้ทั้งๆที่สองแก้มยังชื้นไปด้วยน้ำตา&lt;br /&gt;“นายไม่ได้พูดเล่นแน่นะนายเน่า  นายอย่าแกล้งให้ฉันสับสนเล่นนะ  จำเอาไว้ซะด้วย  เพราะถ้าหากนายแกล้งฉันล่ะก็  ฉันจะบอกให้เท็ปเปเอาชื่อนายเน่าไปประจานให้ทั่วโรงเรียนของนายเลย”&lt;br /&gt;“ใครจะกล้ารังแกคนที่ตัวเองชอบได้ล่ะ  จริงปะ?  แต่ว่า...วันนี้น่ะมันสายมากแล้วนะ”&lt;br /&gt;“ก็เพราะนายนั่นแหละที่ทำให้ฉันเสียเวลา  ป่านนี้อาจารย์คงจะเตรียมน้ำเอาไว้ให้ฉันล้างโรงยิมแล้วล่ะ  น่าเศร้าชะมัดเลย...”&lt;br /&gt;“งั้น...  วันนี้เราโดดเรียนไปเกมเซ็นเตอร์กันดีกว่า  ฉันจะได้พาเธอไปซ้อมร้องเพลงในตู้คาราโอกะยังไงล่ะ  ชอบใช่มั้ยล่ะ?  ฉันน่ะรู้ใจเธอที่สุดเลยนะ”&lt;br /&gt;“แต่ฉันว่านายอยากเล่นปาจิงโกะมากกว่าล่ะมั้ง...แต่  ก็โอเคนะ”&lt;br /&gt;ชุนสุเกะดึงกระเป๋านักเรียนของเรียวกะไปถือ  ก่อนจะแกล้งดึงผมเปียของเธอให้หลุดลุ่ย  แล้ววิ่งหนีนำหน้าไปอย่างรวดเร็ว  เรียวกะรีบวิ่งตามอย่างกระชั้นชิด  แล้วตลอดทางก็มีแต่เสียงหัวเราะคิกคักของทั้งคู่ดังประสานกันเป็นระยะ  ราวกับว่าทั้งโตเกียวมีกันอยู่แค่สองคนที่กำลังวิ่งเล่นด้วยกันอีกครั้งอย่างมีความสุข&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;--------------------------------&lt;br /&gt;" All Copyright©Nanthanatcha "&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;"ยิ้มให้กับความทุกข์  แล้วเราจะมีความสุขที่สุดในโลก"&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/18108709-7629067172042602672?l=prettynathalie.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/18108709/posts/default/7629067172042602672'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/18108709/posts/default/7629067172042602672'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://prettynathalie.blogspot.com/2007/07/first-love.html' title='First love…ลุ้นรัก(ครั้งแรก)รีเทิร์น'/><author><name>Nathalie</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03717134047633747256</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='http://www.fileupyours.com/files/107866/06-001-ic-kitty1.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://bp2.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/Rof08xpOfJI/AAAAAAAAAD0/_bvpROXhFLg/s72-c/cartoon7.bmp' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-18108709.post-257500774739492695</id><published>2007-06-29T01:47:00.002+07:00</published><updated>2007-06-29T01:47:23.425+07:00</updated><title type='text'>ความเป็นไปของดอกไม้กลางเปลวแดด</title><content type='html'>&lt;a href="http://bp0.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RoQB1BpOfII/AAAAAAAAADs/Ol0p8vl03NE/s1600-h/buding10.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5081188290066807938" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp0.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RoQB1BpOfII/AAAAAAAAADs/Ol0p8vl03NE/s400/buding10.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; &lt;span style="font-family:arial;"&gt;ทุ่มกว่า  เป็นช่วงเวลาที่การจราจรบนถนนสุขสวัสดิ์มีความคล่องตัวน้อยที่สุด  และแม้ว่าจุดหมดระยะของการให้บริการของรถเมล์สาย 75 จะอยู่ในอีกไม่ถึงหลักสิบกิโลเมตรข้างหน้า  แต่จำนวนผู้โดยสารก็ยังคงอยู่ในอัตราที่เกินจากจำนวนที่นั่งที่เตรียมไว้รองรับ  โชคดีที่ฉันเป็นหนึ่งในจำนวนผู้โดยสารที่ได้นั่ง  ความสะดวกสบายที่ได้รับมากกว่าคนอื่นอยู่นิดหน่อย  ทำให้หลายสิบนาทีที่หมดเปลืองไปอย่างเปล่าประโยชน์บนท้องถนนไม่เลวร้ายนัก&lt;br /&gt;                ดูเหมือนความเร่งรีบในการเดินทางของแต่ละคน  อันมีปลายทางอยู่ที่ที่พักซึ่งกระจุกซุกตัวอยู่ก้นขอบของกรุงเทพฯ  จะทำให้สัญญาณไฟจราจรตรงทางแยกที่จะเลี้ยวเข้าสู่ถนนประชาอุทิศนิ่งอยู่ที่สีแดงนานกว่าช่วงเวลาอื่นๆในรอบวัน  แม้ว่าหากต้องไปถึงที่หมายช้าจะไม่มีตัวเลขสีแดงตราหน้าบนบัตรลงเวลาว่าสายก็ตาม  แต่ด้วยความเหน็ดเหนื่อยกับการออกไปทำงานหาเลี้ยงปากท้องนอกบ้าน  ก็ทำให้รู้สึกอยากที่จะไปซะให้พ้นๆจากท้องถนนอันวุ่นวายและน่าอึดอัด&lt;br /&gt;                แต่ในเวลาแบบนี้  ยังมีอยู่หนึ่งคนที่ไม่มีทีท่ารีบร้อน&lt;br /&gt;                เด็กผู้ชายวัยประมาณสิบขวบในชุดอยู่บ้านมอมแมมกำลังยืนหัวเราะยิ้มหัวอยู่กับกระเป๋ารถเมล์สาวสูงวัยตรงประตูด้านหน้า  ฉันนึกเดาไปตามภาพที่เห็นว่าแม่ลูกกำลังหยอกเล่นกัน  เป็นความสุขและการกระชับความสัมพันธ์ในครอบครัวไปตามมีตามเกิดของชนชั้นล่าง  ที่ต้องออกทำมาหาเลี้ยงชีพตั้งแต่เช้า  จนเย็นย่ำค่ำแล้วก็ยังไม่เป็นอันได้กินอยู่อย่างพร้อมหน้า&lt;br /&gt;                แต่รอยยิ้มน้อยๆของฉันก็มีอันต้องเจื่อนจางลงเมื่อสัญญาณไฟได้เปลี่ยนไปเป็นสีเขียว&lt;br /&gt;                “เฮ้ย  รถจะออกแล้ว  จะไปด้วยกันเรอะ”เสียงที่ตะโกนแข่งกับเสียงเร่งเครื่องยนต์อย่างอารมณ์ดีของคนขับรถทำให้ฉันรู้ว่าความสัมพันธ์ที่ฉันคาดเดานั้นผิดไป  เด็กชายก้มหน้าลงหยิบของในมืออีกข้างหนึ่งส่งให้กับกระเป๋ารถเมล์ก่อนจะกระโดดลงจากรถ&lt;br /&gt;                ตัวของฉันได้เดินทางถึงที่หมายนานแล้ว  แต่หัวใจยังติดอยู่ที่ทางแยกไฟแดงนั้น  คงเช่นเดียวกันกับเด็กชายคนที่ฉันไม่รู้จักชื่อที่ยังต้องใช้เวลาอยู่กับการเดินเร่ขายพวงมาลัยมะลิสดอยู่ตรงนั้นอีกนาน  คงไม่สะเทือนใจนัก  ถ้าหากไม่เห็นหลานชายวัยเดียวกันกำลังต่อล้อต่อเถียงอยู่กับพ่อแม่  ท่ามกลางกองของเล่นกระจัดกระจายเมื่อเดินเข้าบ้าน&lt;br /&gt;                เด็กผู้ชายคนนั้นจะมีสิทธิ์ร้องอุทธรณ์บ้างไหม  ในวันที่เขารู้สึกไม่อยากออกมาช่วยพ่อแม่ทำมาหากินด้วยการเดินเร่ขายพวงมาลัย  ในช่วงเวลาที่เขาควรจะได้นั่งเล่น  ทำการบ้าน&lt;br /&gt;                ในขณะที่เด็กตัวเล็กๆคนหนึ่งกำลังดิ้นรนช่วยครอบครัวหารายได้เลี้ยงปากท้องอยู่กลางถนน  เด็กอีกคนกลับดิ้นรนปฏิเสธข้าวเย็น  เพื่อที่จะได้เล่นของเล่นอยู่กลางบ้าน&lt;br /&gt;                แตกต่างกันได้มากมายขนาดนี้  ทั้งที่อยู่ห่างจากกันแค่ไม่กี่ร้อยเมตร&lt;br /&gt;                อีกวันฉันออกจากบ้านตอนบ่ายโมงกว่า  เป็นช่วงเวลาของการหยุดพักจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ของพนักงานประจำ  เป็นช่วงเวลาอันแสนสุขของนักเรียนทุกระดับชั้นที่จะได้วิ่งเล่นตามอำเภอใจ  แม้ว่าระยะเวลาจะไม่ยาวนานนักแต่การได้ผละออกจากภาระหน้าที่ชั่วครู่ชั่วยามตอนพักกลางวันก็เป็นสิ่งที่ทุกๆคนรอคอย&lt;br /&gt;                แดดจ้าของเดือนเมษายนทำให้ยิ่งยากที่จะหาความรื่นรมย์ตามรายทาง  แล้วความรื่นรมย์อันริบหรี่ของฉันก็มีอันต้องดับวูบลง  เมื่อรถคันที่ฉันนั่งได้หักเลี้ยวออกจากถนนประชาอุทิศ   &lt;br /&gt;                ตรงทางแยกที่ถนนสองเส้นตัดกันและบริเวณใกล้เคียงในระยะรัศมีร่วมห้าสิบเมตรนั้น  นอกจากจะไม่มีสิ่งปลูกสร้างสาธารณะใดๆให้ผู้คนที่ต้องสัญจรผ่านไปมาได้พักอาศัยร่มเงาแล้ว  ยังไม่มีวี่แววของปัจจัยขั้นพื้นฐานที่สิ่งมีชีวิตจำเป็นต้องใช้ในการยังชีพอีกด้วย  แม้จะมีเงินสดปึกใหญ่อุ่นๆอยู่ในกระเป๋า  ก็หาซื้อไม่ได้แม้กระทั่งน้ำเปล่าเพียงแก้วเดียว&lt;br /&gt;                แต่ยังมีหนึ่งชีวิตที่ต้องอยู่ตรงนั้น&lt;br /&gt;                มีเพียงเสาปูนสูงประมาณไม้บรรทัดเศษที่สร้างไว้เพื่อใช้ระบุหลักกิโลเมตรตรงเกาะกลางถนน  ที่พอจะให้เด็กชายได้อาศัยร่มเงาด้วยการขดตัวพิงกับเสา  ในทิศทางตรงข้ามกับดวงอาทิตย์  พื้นที่เพียงเท่านั้นไม่พอหรอกที่จะกำบังร่างกายเล็กๆของเขาให้พ้นจากแสงแดด  หากแต่สายตาหม่นหมองที่จ้องมองพวงมาลัยดอกไม้สดในมือ  ที่เป็นตัวบ่งบอกว่าสิ่งที่เขาห่วงใยอยู่ในนาทีนี้ไม่ใช่ตัวเขาเอง&lt;br /&gt;                เด็กชายในชุดอยู่บ้านมอมแมมต้องเดินเร่ขายพวงมาลัยอยู่กลางถนนตอนบ่ายเที่ยง  ทั้งๆไม่ใช่วันเสาร์อาทิตย์  และไม่มีวาระพิเศษใดที่ทางการประกาศให้เป็นวันหยุด&lt;br /&gt;                จะมีอะไรที่น่าเศร้าใจมากไปกว่านี้อีกไหม  ในเมืองที่ล้นไปด้วยความเจริญทางวัตถุอย่างกรุงเทพฯ&lt;br /&gt;                คงไม่มีเด็กคนไหนที่สนุกกับการใช้ชีวิตประจำวันอยู่กับการเดินขายพวงมาลัยทั้งวัน  แล้วอะไรที่ทำให้เด็กคนหนึ่งต้องมีหน้าที่ทำมาหารายได้  แทนที่จะได้ไปโรงเรียน  เล่นสนุกเหมือนกับเด็กคนอื่น &lt;br /&gt;                ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม  ที่ที่ดอกไม้ควรได้อยู่ยังไงก็ไม่ใช่กลางถนนในเปลวแดด  แล้วจะมีผู้ใหญ่ที่นั่งอยู่ในรถคันหรูสักกี่คนที่จะใส่ใจลดกระจกลง  เพื่อซื้อดอกไม้มาไว้ในที่ทางที่สมควร &lt;br /&gt;ตัวของฉันได้เดินทางถึงที่หมายของตนเองนานแล้ว  แต่หัวใจยังติดค้างอยู่ที่ทางแยกไฟแดงนั้น  เช่นเดียวกันกับเด็กชายขายพวงมาลัยที่ฉันไม่รู้จักชื่อ  ที่ยังคงต้องใช้เวลาอยู่กับการเดินเร่ขายพวงมาลัยดอกไม้สดตรงทางแยกนั้นอีกนาน &lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div&gt;--------------------------------&lt;br /&gt;" All Copyright©Nanthanatcha "&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;"ยิ้มให้กับความทุกข์  แล้วเราจะมีความสุขที่สุดในโลก"&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/18108709-257500774739492695?l=prettynathalie.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/18108709/posts/default/257500774739492695'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/18108709/posts/default/257500774739492695'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://prettynathalie.blogspot.com/2007/06/blog-post_8822.html' title='ความเป็นไปของดอกไม้กลางเปลวแดด'/><author><name>Nathalie</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03717134047633747256</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='http://www.fileupyours.com/files/107866/06-001-ic-kitty1.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://bp0.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RoQB1BpOfII/AAAAAAAAADs/Ol0p8vl03NE/s72-c/buding10.jpg' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-18108709.post-4859074502745675215</id><published>2007-06-29T00:58:00.000+07:00</published><updated>2007-06-29T00:58:21.280+07:00</updated><title type='text'>นับหนึ่ง...ที่กระบี่</title><content type='html'>&lt;a href="http://bp3.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RoP2WBpOfHI/AAAAAAAAADk/nB8COg6_ktY/s1600-h/krabiinmemory.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5081175662862957682" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp3.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RoP2WBpOfHI/AAAAAAAAADk/nB8COg6_ktY/s400/krabiinmemory.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; ฉันกับเพื่อนร่วมทริป(และร่วมงาน)อีกห้าหกคนเริ่มต้นเช้าวันใหม่ที่จังหวัดกระบี่ด้วยกันที่โต๊ะอาหารของโรงแรมอย่างเงียบหงอย  ท่าทางเหนื่อยเนือยของแต่ละคนนั้นฟ้องชัดว่าทุกคนยังคงพะว้าพะวังอยู่กับหน้าที่การงานที่เพิ่งผละจากมาที่กรุงเทพฯ&lt;br /&gt;                สำหรับฉันเองนอกจากตำแหน่งหน้าที่ที่เพิ่งจะเริ่มต้นกับเพื่อนร่วมงานกลุ่มนี้ได้ไม่กี่วันแล้วก็ยังคงมีอีกหลายเรื่องน่าเครียดอยู่ในหัว  ทั้งเรื่องของการปฏิบัติตัวกับเจ้านายและเพื่อนใหม่ในการเดินทางมาครั้งนี้  และไม่เว้นแม้กระทั่งเรื่องความสับสนอลหม่านที่สนามบินเมื่อเย็นวาน  จึงเริ่มต้นเช้านี้ด้วยอารมณ์ที่ขุ่นมัวกว่าทุกวัน&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;a href="http://bp1.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RoP1vhpOfGI/AAAAAAAAADc/Nb0RBb3qTKc/s1600-h/snoking.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5081175001437994082" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp1.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RoP1vhpOfGI/AAAAAAAAADc/Nb0RBb3qTKc/s400/snoking.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; โปรแกรมการเที่ยวของพวกเราเริ่มต้นขึ้นในช่วงสาย  จากการสอบถามกับเจ้าหน้าที่ต้อนรับของโรงแรมเชอร์ราตันที่พวกเราเข้าพักและคนขับรถตู้ที่พวกเราตกลงเช่าเพื่อใช้ในการเดินทางตลอดทริป  ทำให้ได้รู้ว่าสภาพอากาศในช่วงนี้ไม่เหมาะกับการทำกิจกรรมหลายๆอย่างที่พวกเราได้วางแผนกันเอาไว้ล่วงหน้า  ลงท้ายจึงสรุปลงตรงที่พวกเราจะใช้เวลาในวันแรกสำหรับการนั่งสปีดโบ้ทตระเวนไปตามเกาะแก่งและจุดดำน้ำต่างๆของจังหวัดกระบี่   &lt;br /&gt;                ไกด์ที่คอยอำนวยความสะดวกและให้ข้อมูลต่างๆในเรือเป็นชายหนุ่มร่างเล็ก  ผิวเข้ม  และใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว  แต่พวกเราฟังสำเนียงชาวใต้แท้ๆซึ่งเขาใช้สื่อสารกับชาวไทยเพียงกลุ่มเดียวในทริปดำน้ำหนนี้อย่างพวกเราไม่รู้เรื่อง  ซึ่งดูเหมือนจะสร้างความหนักใจให้กับเขาเป็นอย่างมากในตอนแรก  และในที่สุดเขาก็ยิ้มกว้างออกมาได้เมื่อรู้ว่าพวกเราเข้าใจภาษาอังกฤษที่เขาใช้สื่อสารกับนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี  การเดินทางของทุกคนในเรือลำนี้จึงเริ่มต้นขึ้นอย่างเรียบง่ายไม่มีการแบ่งสัญชาติใดๆต่อกัน   หนุ่มชาวยุโรปเต็มใจวางกล้องถ่ายวีดิโอในมือเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่สาวร่างอวบชาวเกาหลีที่เมาเรือจนสลบไสลตั้งแต่ตอนที่เรือแล่นออกจากฝั่งได้เพียงแค่ไม่กี่นาที  โดยไม่รอให้มีท่าทีร้องขอจากใคร   เป็นอีกภาพประทับใจที่ฉันใช้ความรู้สึกส่วนที่ดีที่สุดเก็บเอาไว้แทนเมโมรี่การ์ด  และรอยยิ้มที่ทุกคนส่งให้กันและกันก็กว้างขึ้นเมื่อนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติร่วมทริปจัดแจงคัดแยกเปลือกผลไม้  ขวดพลาสติกและกระป๋องน้ำดื่มที่ใช้แล้วใส่ลงในถุงอีกใบหนึ่งตามอย่างพวกเรา  แทนที่จะโยนใส่ไว้รวมกับของที่ยังไม่ได้ทานเหมือนอย่างช่วงแรกๆที่เริ่มต้นลงมือทาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;a href="http://bp3.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RoP1bBpOfFI/AAAAAAAAADU/8ZcQZtA5Yps/s1600-h/krabi4.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5081174649250675794" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp3.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RoP1bBpOfFI/AAAAAAAAADU/8ZcQZtA5Yps/s400/krabi4.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;แม้ว่าฉันจะคุ้นเคยกับทะเลซะจนไม่ค่อยตื่นเต้นนักกับหน้าตาสะสวยของคลื่นน้ำ  หาดทราย  และฟ้าใสของทะเลอันดามัน  แต่เจ้าปลาสีส้มตัวโตฝูงใหญ่ที่ว่ายวนอยู่รอบตัวตอนที่ได้หยุดพักเดินเล่นบนเกาะ  แล้วนั่งแช่น้ำเล่นๆอยู่บนทรายก็ทำให้อดกรี๊ดไม่ได้  ยิ่งพอเอามือกอบทรายแล้วยื่นให้  เจ้าปลาสีส้มก็รุมตอดก็ยิ่งสนุกจนไม่อยากที่จะลุกไปไหนกันเลยทีเดียว&lt;br /&gt;                วันที่สองของทริปกระบี่พวกเรามีเวลาไม่มากนัก  เพราะไฟล์ทของสายการบินไทยในขากลับอยู่ในช่วงบ่ายสองโมงเศษ  คนขับรถตู้ใจดีจึงอาสาเป็นไกด์นำทางพาพวกเราไปตระเวนชิมอาหารทะเลสดเจ้าอร่อย  นวดผ่อนคลายในสปาที่บรรยากาศสุดน่ารัก  แวะซื้อของฝาก  ก่อนจะปิดท้ายที่การเที่ยวชมวัดถ้ำเสือ  นอกจากกรงเสือที่อยู่หน้าถ้ำกับพระพุทธรูปขนาดใหญ่ฉันก็ไม่เห็นพระสงฆ์สักรูปในวัดนี้  จะมีก็แต่คุณยายสวมชุดขาวสามสี่คนที่กวักมือเรียกให้ฉันเข้าไปหาแล้วผูกข้อมือให้ด้วยด้ายสีขาวเท่านั้นเอง  และแม้ว่าจะฟังพรของคุณยายไม่ค่อยรู้เรื่องนัก  แต่ฉันก็จับได้ถึงความอบอุ่นใจดี  มีเมตตาของผู้สูงอายุซึ่งพร้อมจะแจกจ่ายให้แม้แต่กับคนแปลกหน้าต่างสำเนียงภาษาต่อกันก็ตาม&lt;br /&gt;                แม้ว่าทริปนี้จะแสนสั้น  แต่นั่นก็ได้ทำให้ฉันรู้ว่า  เมื่อได้ก้าวลงเรือลำเดียวกันกับคนอื่นไปแล้ว  ก็ควรที่จะเริ่มต้นที่จะนับหนึ่งไปพร้อมๆกัน  เพราะการเดินทางครั้งนี้ได้ทำให้ฉันได้เก็บอีกหลายความทรงจำและความรู้สึกดีๆที่ไม่มีเมโมรี่การ์ดชิ้นไหนบรรจุเอาไว้ได้หมดจากเพื่อนร่วมทริปที่ไปด้วยกันมาจนถึงทุกวันนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;a href="http://bp2.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RoP05xpOfEI/AAAAAAAAADM/NEH8epAfGYQ/s1600-h/Krabi.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5081174078020025410" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp2.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RoP05xpOfEI/AAAAAAAAADM/NEH8epAfGYQ/s400/Krabi.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;--------------------------------&lt;br /&gt;" All Copyright©Nanthanatcha "&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;"ยิ้มให้กับความทุกข์  แล้วเราจะมีความสุขที่สุดในโลก"&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/18108709-4859074502745675215?l=prettynathalie.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/18108709/posts/default/4859074502745675215'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/18108709/posts/default/4859074502745675215'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://prettynathalie.blogspot.com/2007/06/blog-post_4292.html' title='นับหนึ่ง...ที่กระบี่'/><author><name>Nathalie</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03717134047633747256</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='http://www.fileupyours.com/files/107866/06-001-ic-kitty1.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://bp3.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RoP2WBpOfHI/AAAAAAAAADk/nB8COg6_ktY/s72-c/krabiinmemory.jpg' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-18108709.post-3412324467302806338</id><published>2007-06-29T00:05:00.000+07:00</published><updated>2007-06-29T00:05:54.324+07:00</updated><title type='text'>โลกคนละสี</title><content type='html'>&lt;a href="http://bp2.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RoPp7xpOfDI/AAAAAAAAADE/eeS3A6ldumg/s1600-h/00030.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5081162017751858226" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp2.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RoPp7xpOfDI/AAAAAAAAADE/eeS3A6ldumg/s400/00030.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;ฉันเป็นคนที่ไม่ชอบความมืดมาตั้งแต่ไหนแต่ไรอย่างไม่มีเหตุผล  คำอธิบายที่แท้จริงของเรื่องนี้คงจมอยู่ในช่วงวัยที่ฉันยังเยาว์เกินกว่าจะจดจำได้   ทุกครั้งที่ตกอยู่ในความมืด  ไม่อาจมองเห็นได้ว่าเบื้องหน้ามีอะไรอยู่บ้าง  ฉันจะตื่นกลัวและหวาดระแวงภัยไปสารพัด  ทั้งๆบางครั้งที่ที่ฉันยืนอยู่คือที่ที่ปลอดภัยที่สุดซึ่งเรียกว่า”บ้าน”ก็ตาม&lt;br /&gt;                เย็นวันนั้น   ฉันกำลังยืนชะเง้อมองดูความคับคั่งของการจราจรอย่างเหนื่อยหน่ายอยู่ริมทางเท้า  คงต้องเสียเวลาอีกหลายนาทีกว่าฉันจะข้ามถนนได้สำเร็จ  ด้วยความไม่คุ้นชินกับการข้ามถนนเพียงลำพัง  เมื่อไร้ความเชื่อมั่นที่ถ่ายเทมาจากมืออุ่นๆของคนข้างๆก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหวาดหวั่น...&lt;br /&gt;                “พี่ครับ...”เสียงเรียกแปลกหูและรอยสัมผัสเบาๆที่แขน  ฉุดดึงความสนใจของฉันไปยังต้นทาง  ...เด็กหนุ่มผู้อ่อนวัยกว่าร่างท้วมที่เพิ่งจะก้าวลงจากรถโดยสารสี่ล้อเล็กเมื่อไม่กี่นาทีก่อนนั่นเอง  ความรู้สึกผิดก่อตัวขึ้นเล็กๆในสำนึกที่ปล่อยให้การใช้ชีวิตแบบคนเมืองหลวงเข้าครอบงำ  จนลืมที่จะใส่ใจกับคนรอบข้าง  แห้งแล้งน้ำจิตน้ำใจที่จะจุนเจือต่อผุ้อื่น&lt;br /&gt;                “จะข้ามถนนใช่มั้ยคะ?”ฉันเอ่ยตามมารยาทพร้อมๆกับคว้าข้อมือของเด็กหนุ่มมาจับไว้  อยากให้เขารู้สึกเชื่อมั่นและไว้วางใจฉันเหมือนๆกับที่ฉันเคยได้รับความรู้สึกนี้จากคนที่คอยอยู่ข้างๆเวลาข้ามถนน  ถึงแม้ว่าเส้นด้ายที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างซึ่งกันและกันจะต่างกันลิบลับก็ตาม&lt;br /&gt;                เส้นด้ายที่โยงใยระหว่างฉันกับที่คอยจูงมือข้ามถนนมีชื่อว่า เพื่อน  พี่น้อง  พ่อแม่  ตลอดจนคนที่รู้สึกดีดีต่อกัน  แต่เส้นด้ายระหว่างฉันกับเด็กหนุ่มที่ฉันกำลังพาข้ามถนนอยุ่นี้  ไม่สามารถเรียกได้แม้กระทั่ง”คนแปลกหน้าต่อกัน”  เพราะเขาคงไม่มีโอกาสได้เห็นหน้าฉันสักครั้ง&lt;br /&gt;                การใช้ชีวิตแบบคนเมืองหลวงที่เยื้อแย่งแข่งขันกันไปสารพัด  ทำทุกอย่างรีบเร่งเพื่อแข่งขันกับเวลา   ราวกับว่าพระเจ้าไม่ได้ให้เวลากับมนุษย์ทุกคนบนโลกคนละยี่สิบสี่ชั่วโมงเท่ากันทั้งหมด    ทำให้ฉันหลงลืมไปเสียสนิทใจว่า  ในซอยบ้านฉันมีผู้พิการทางสายตาพักอาสัยอยู่หลายครอบครัว  ทันทีที่ฉันย้ายมาพักอาศัยอยู่ที่ซอยนี้เมื่อหลายปีก่อนฉันก็พบว่ามีร้านบริการนวดแผนโบราณโดยคนตาบอดซุกตัวอยู่ในห้องแถวเล็กๆขนาดหนึ่งคูหาตั้งอยู่ก่อนแล้ว  แต่จนป่านนี้ฉันยังไม่เคยได้เข้าไปใช้บริการเลยสักครั้ง  กลับเลือกใช้จ่ายฟุ่มเฟือยไปกับน้ำมันหอมระเหยจากต่างประเทศในร้านสปาหรูกลางเมือง&lt;br /&gt;                แม้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฉันได้พาคนตาบอดข้ามถนน  แต่ฉันรู้สึกอิ่มเอมอย่างประหลาด  เหมือนตัวเองเป็นผู้กล้าหาญในตำนานอะไรสักอย่าง  ที่สามารถพาเขาข้ามถนนได้สำเร็จอย่างปลอดภัย  อาจจะเป็นเพราะความที่ชีวิตของมันวุ่นวายและมีสีสันมากมายจนเกินไป   จนทำให้มองเห็นความงดงามของน้ำใจและมิตรภาพสีขาวไม่เห็น  ต่างจากเขาผู้ที่ต้องอยุ่ในโลกมืด  ที่มีแต่ความหม่นเทาให้เห็น  รอยยิ้มที่ไม่ต้องเสแสร้งจึงผุดพรายเปื้อนหน้าอย่างง่ายดาย    นั่นคงหมายถึงเป็นอีกหนึ่งครั้งที่เขาได้เห็นสีขาวอันงดงามของน้ำใจและความเอื้อเฟื้อที่ยังคงมีอยู่จริงบนโลกใบนี้   ซึ่งนั่นทำให้ฉันพลอยรู้สึกดีและอดไม่ได้ที่จะยิ้มตามไปด้วย &lt;br /&gt;                การจูงมือคนอีกคนนึงข้ามถนน  ทำให้เราต้องหมุนเวลาของตัวเองให้ช้าลง  เพราะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของคนที่อยู่ข้างๆเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคน   กับหลายคนอาจคิดว่านั่นคือภาระที่ต้องพยายามเลี่ยงหลบ  แต่สำหรับฉันแล้ว...  ตอนนี้ฉันขอสัญญาว่าเต็มใจที่จะหมุนเวลาของตัวเองให้ช้าลง  ช้ากว่าคนอื่นๆ  เพื่อที่จะได้มีโอกาสพาใครอีกคนนึงโดยสารไปให้พ้นฝั่งถนนด้วยกัน  &lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;--------------------------------&lt;br /&gt;" All Copyright©Nanthanatcha "&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;"ยิ้มให้กับความทุกข์  แล้วเราจะมีความสุขที่สุดในโลก"&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/18108709-3412324467302806338?l=prettynathalie.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/18108709/posts/default/3412324467302806338'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/18108709/posts/default/3412324467302806338'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://prettynathalie.blogspot.com/2007/06/blog-post_29.html' title='โลกคนละสี'/><author><name>Nathalie</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03717134047633747256</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='http://www.fileupyours.com/files/107866/06-001-ic-kitty1.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://bp2.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RoPp7xpOfDI/AAAAAAAAADE/eeS3A6ldumg/s72-c/00030.jpg' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-18108709.post-7185239475843800895</id><published>2007-06-28T23:55:00.002+07:00</published><updated>2007-06-28T23:55:58.891+07:00</updated><title type='text'>เรื่องของอ้อม...โลกของอ้อม</title><content type='html'>&lt;a href="http://bp3.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RoPntBpOfCI/AAAAAAAAAC8/NPHWlb-gcII/s1600-h/001.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5081159565325532194" style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; CURSOR: hand" alt="" src="http://bp3.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RoPntBpOfCI/AAAAAAAAAC8/NPHWlb-gcII/s320/001.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; “เรื่องของอ้อม...โลกของอ้อม”&lt;br /&gt;                “อ้อม” เสาวนีย์  ฤทธิ์โชติ  ไม่ได้เป็นเพียงตัวละครแห่งความเศร้าอย่างแท้จริงในหน้าหนังสือเท่านั้น  แต่ว่าเธอคือหนึ่งชีวิตที่กำลังโลดแล่นอยู่ในโลกของความเป็นจริงกับโรคร้ายๆของเธออย่างเบิกบาน&lt;br /&gt;                แต่ละคนย่อมมีโมงยามแห่งความโศกเศร้าเป็นของตัวเอง  และการแสดงออก  ตัดพ้อต่อว่า  ร้องไห้คร่ำครวญให้กับชะตากรรมอันทุกข์เข็ญของตนเองในแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน  ซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับต้นทุนความทุกข์ที่ทุกคนมีอยู่ในมือด้วยปริมาณที่แตกต่างกัน  หากแต่ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนประเมินค่า  ให้ความสำคัญกับการได้เกิดมามีชีวิตของตัวเองในชาตินี้ไว้มากน้อยแค่ไหน&lt;br /&gt;                อย่าคิดว่าตัวเองแย่คนเดียว  ในโลกใบนี้  ยังมีหลายร้อย  หลายพัน  หลายหมื่น  เป็นแสนเป็นล้านที่มีความทุกข์เหมือนกัน  (คัดลอกจากหนังสือ  หน้า 126)&lt;br /&gt;                อ้อมมีชะตากรรมชีวิตที่แสนเศร้า  เธอป่วยด้วยโรค scleroderma  หรือโรคเกล็ดหนังแข็ง  โรคนี้มีโอกาสเกิดขึ้นเพียงหนึ่งในล้านเท่านั้นและโชคดีที่โรคร้ายนี้ไม่แพร่ระบาด  แต่โชคร้ายตรงที่โรคนี้ทำให้อ้อมต้องต่อสู้กับความโดดเดี่ยว  ปรับเปลี่ยนทัศนคติตัวเองซะใหม่  อยู่กับความเหงาให้ได้เหมือนกับเป็นเพื่อนสนิทกัน  เหล่านี้คือสิ่งที่อ้อมต้องทำไปพร้อมๆกับการต่อสู้กับความเจ็บปวดทางร่างกายที่ยิ่งนับวันก็ยิ่งถาโถมเพิ่มปริมาณความทุกข์ทรมานให้กับเธอ&lt;br /&gt;                ตาผิดหวังจากการที่อ้อมป่วยรักษาเท่าไหร่ก็ไม่หาย  แต่ครั้งนั้นเป็นครั้งแรกที่เห็นรอยยิ้มภูมิใจของตา  เพราะอ้อมทำได้ด้วยตัวเองไม่ได้ใช้เส้นใช้สาย  ทำด้วยสมองของอ้อมเอง  ถึงร่างกายจะคล้ายพิการแต่สมองไม่ได้พิการ  ถึงร่างกายจะไม่สมประกอบเหมือนเพื่อนๆ  แต่อ้อมก็ยังมีสมองที่เหมือนเขา  ยังสามารถที่จะใช้สมองเป็นประโยชน์ได้  เพราะว่าการที่จะสอบเข้าโรงเรียนประจำจังหวัดไม่ใช่เรื่องง่ายๆ  เด็กทั่วทั้งจังหวัดต้องมาสอบเข้าที่โรงเรียนนี้  ตาหวังมากกับเรื่องการรักษาแต่ต้องผิดหวัง  อ้อมก็เลยหวังอีกอย่างหนึ่งคือเรื่องเรียน  ยังไงอ้อมก็อยากจะให้ตาภูมิใจสมหวังกับอ้อมสักเรื่อง  (คัดลอกจากหนังสือ  หน้า 34)&lt;br /&gt;                ต้นทุนความทุกข์ของอ้อมมากมายจนล้นตัว  แต่เธอกลับยิ้มได้  อยู่กับมันได้อย่างเป็นสุข  และไม่เคยคิดว่าตัวเองโชคร้ายต่ำต้อย  ทั้งๆที่ความจริงแล้วเธอกำลังแบกรับความทุกข์เอาไว้จนเต็มหลัง  นอกจากอ้อมจะทำได้เพียงแค่นอนรอรับการดูแล  ให้น้ำป้อนข้าวจากคนรอบข้างแล้ว  อ้อมยังต้องทนรับมือกับสายตาขี้สงสัยและคำถามด้วยความแปลกประหลาดใจและอยากรู้ของผู้อื่นที่ได้พบเจออย่างไม่รู้จบ  ควบคู่ไปกับยอมรับการรักษาพยาบาลทุกวิถีทางเพื่อให้บาดแผลตามร่างกายของเธออยู่ในสภาพที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อลดทอนความเจ็บปวด &lt;br /&gt;                มีรายการมาถ่ายตอนที่อ้อมแช่น้ำ  จะมีกล้องมีคนมาดู  เราก็อายเพราะไม่รู้ว่าภาพที่ถ่ายมันจะไปจะมีอะไรโผล่ออกมาก็ไม่รู้  เราก็จะหนีบๆกลัวๆ  พี่เขาบอกเขาถ่ายไม่ให้โป๊หรอกพี่จะถ่ายที่มันเห็นแผลเท่านั้น  แต่สมาธิมันจะแยกเป็น 2 อย่างนะ  อย่างหนึ่งกลัวว่าพี่ตากล้องจะถ่ายโป๊  สมองอีกซีกหนึ่งก็กลัวว่าทำแผลแล้วเราเจ็บ  อ้อมกลัวตัวสั่น  แต่ใจอ้อมกลัวมาทางทำแผลเจ็บมากกว่า  (คัดลอกจากหนังสือ  หน้า 105)&lt;br /&gt;นี่ไม่ใช่ฉากทรมานตัวละครเอกเพื่อเรียกคะแนนสงสารจากนิยายเล่มไหน  แต่เป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินชีวิตประจำวันที่อ้อมจะต้องเผชิญหน้าเพื่อค่ารักษาพยาบาลที่เกินความสามารถของครอบครัวอ้อม  อ้อมเข้มแข็งมากพอที่จะเปิดใจ  เล่าเรื่องของตัวเองให้กับผู้ใจบุญได้รับรู้อย่างยินดี  และผู้คนที่เมตตาอ้อมจำนวนนี้แหละ  ที่ทำให้อ้อมรู้สึกมีความหวังในการใช้ชีวิตให้อยู่รอดต่อไปบนโลกอันน่าหดหู่ใบนี้  แล้วเธอก็ได้ลบคำว่า “อ่อนแอ”  และ ”ยอมจำนน” ออกจากพจนานุกรมชีวิตของเธอ&lt;br /&gt;แต่ที่สำคัญที่สุดก็คืออ้อมก็ไม่เคยดูถูกตัวเอง  เธอทำตัวเองให้มีคุณค่ามากกว่าแค่ได้หายใจทิ้งไปวันๆในสภาพร่างกายที่ไม่มีความสมประกอบเอาซะเลย&lt;br /&gt;                เมื่อก่อนเคยคิดว่าทำไมแม่ไม่เอาอ้อมออกนะ  ช่วงที่ท้องแล้วหมอบอกให้เอาออก  แต่ทุกวันนี้แม่รักอ้อม  ขอบคุณที่ทำให้อ้อมเกิดมา  ถึงแม้โลกจะไม่ได้สดสวยอย่างที่อ้อมคิด  อาจจะมีความทุกข์ความว้าเหว่ แต่ก็ทำให้อ้อมมีความคิดดีๆกับตัวเอง  (คัดลอกจากหนังสือ  หน้า 121)&lt;br /&gt;                ในขณะที่บางคนพยายามเรียกร้องความเห็นใจจากคนรอบข้างกับต้นทุนความโศกเศร้าเพียงหยิบมือ  อย่างเช่นหน้าที่การงานที่หนักหนาสาหัส  แทบจะไม่มีเวลาได้พักผ่อน  ในขณะที่อ้อมกลับไม่เคยพูดถึงเลยว่าอยากที่จะขับแข้งขยับขาของตัวเองได้บ้าง  แม้ไปเที่ยวที่ไหนไม่ได้  แค่ได้เดิน  ได้วิ่งเล่นบ้างก็ยังดี  อ้อมทำหัวใจของตัวเองให้ยินดีกับการไปเที่ยวรอบโลกผ่านจอทีวีได้อย่างหน้าชื่นตาบาน&lt;br /&gt;                ถึงแม้ฉันจะเชื่อว่าอ้อมคงร้องไห้ให้กับบาดแผลที่กระแทกกระทั้นก้อนเนื้อเพียงกำมือเดียวของตัวเองหลายครั้ง  แต่ฉันก็ยังชื่นชมความเข้มแข็งที่อ้อมแสดงออกมาอยู่ดีนั่นแหละ  น้อยคนนักที่จะกล้าเผชิญหน้ากับชะตากรรมอันโหดร้ายอย่างไม่หวาดหวั่นได้เท่าอ้อม &lt;br /&gt;                “เรื่องของอ้อม”  โรคของอ้อมทำให้ฉันเลิกมองไปที่ต้นทุนความทุกข์ในมือ  แล้วแหงนหน้ามองขึ้นไปที่ท้องฟ้า...&lt;br /&gt;อย่าคิดว่าตัวเองแย่คนเดียว  ในโลกใบนี้  ยังมีหลายร้อย  หลายพัน  หลายหมื่น  เป็นแสนเป็นล้านที่มีความทุกข์เหมือนกัน  (คัดลอกจากหนังสือ  หน้า 126)&lt;br /&gt;ถ้อยคำของอ้อมทำให้ฉันหยุดเสียเวลาที่สูญเปล่าไปกับการตัดพ้อโชคชะตา  แล้วเริ่มต้นลงมือค้นหาความหมายและคุณค่าให้กับชีวิตจริงของตนเอง&lt;br /&gt;&lt;div&gt;--------------------------------&lt;br /&gt;" All Copyright©Nanthanatcha "&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;"ยิ้มให้กับความทุกข์  แล้วเราจะมีความสุขที่สุดในโลก"&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/18108709-7185239475843800895?l=prettynathalie.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/18108709/posts/default/7185239475843800895'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/18108709/posts/default/7185239475843800895'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://prettynathalie.blogspot.com/2007/06/blog-post_5747.html' title='เรื่องของอ้อม...โลกของอ้อม'/><author><name>Nathalie</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03717134047633747256</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='http://www.fileupyours.com/files/107866/06-001-ic-kitty1.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://bp3.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RoPntBpOfCI/AAAAAAAAAC8/NPHWlb-gcII/s72-c/001.jpg' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-18108709.post-3083131967613220193</id><published>2007-06-28T23:39:00.000+07:00</published><updated>2007-06-28T23:39:40.967+07:00</updated><title type='text'>เรื่องสั้น  "ในห้องนั้น?"</title><content type='html'>&lt;a href="http://bp1.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RoPkDhpOfBI/AAAAAAAAAC0/GEUjr5P7UBk/s1600-h/bedroom.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5081155553826077714" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp1.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RoPkDhpOfBI/AAAAAAAAAC0/GEUjr5P7UBk/s400/bedroom.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;มีเหตุการณ์หนึ่งในความทรงจำที่ฉันไม่อาจจะลืมได้ลง  มันเกิดขึ้นในช่วงใกล้สอบปลายภาค  เหล่าบรรดานักศึกษาต่างก็กำลังมุ่งมั่นอยู่กับการอ่านหนังสือเพื่อเตรียมตัวสอบเก็บคะแนน  หลายคนยอมอดตาหลับขับตานอน  เพื่อตัวเลขเกรดเฉลี่ยตอนปลายภาคที่คาดหวังเอาไว้  แต่สำหรับนักศึกษาปีสุดท้ายอย่างฉันแล้ว  จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องขยันอ่านหนังสือให้มากกว่าคนอื่น  โดยมีคะแนนเกียรตินิยมเป็นเป้าหมาย  มันคือความคาดหวังสูงสุดของครอบครัวที่ฉันจะต้องทำให้สำเร็จ&lt;br /&gt;                ตลอดระยะเวลาหนึ่งสัปดาห์ที่ได้หยุดเพื่ออ่านหนังสือสอบ  ฉันเก็บตัวอยู่ในห้องพักของมหาวิทยาลัยเพียงลำพัง  เพื่อทุ่มเทเวลาให้กับการอ่านหนังสืออย่างเต็มที่  และมีกาแฟดำชนิดไม่ใส่ครีมเทียมและน้ำตาลอยู่ติดมือเกือบตลอดเวลา  ซึ่งมันคืออาวุธสำคัญที่สามารถกำจัดความง่วงได้เป็นอย่างดี&lt;br /&gt;                หลังจากที่สอบเก็บคะแนนเสร็จ  บรรยากาศโดยรอบของมหาวิทยาลัยก็กลับมาครึกครื้นอีกครั้ง  นักศึกษาวางตำรับตำราแล้วหากิจกรรมต่างๆมาสร้างความบันเทิงให้กับตัวเองกันอีกระลอก  และฉันก็มีโอกาสได้รู้จักกับพอล  เขาเป็นนักกีฬาฟุตบอลของทีมมหาวิทยาลัย&lt;br /&gt;                “ไอ้นัท  ฉันว่า...แกน่าจะหาอย่างอื่นทำดูบ้างนะ  ไม่ใช่วันๆเอาแต่อ่านหนังสือ  เดี๋ยวก็ไม่มีแรงรับปริญญาหรอก  หัดออกกำลังกายซะบ้างดิ” &lt;br /&gt;พอลเอ่ยปากชวนด้วยประโยคเดิมๆ  เมื่อเห็นว่าฉันเริ่มที่จะหยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน  ขณะนั่งรอเขาอยู่ริมสนามฟุตบอล     &lt;br /&gt;ทุกเย็นฉันมักจะมานั่งดูพอลกับเพื่อนๆในทีมของเขาฝึกซ้อม  เพื่อรอหาเพื่อนไปร่วมวงกินข้าวเย็นด้วยกันก่อนจะแยกย้ายกลับห้องพัก  พอได้ร่วมวงกินข้าวด้วยกันบ่อยขึ้นฉันกับเพื่อนกลุ่มนี้ของพอลก็สนิทสนมกันดี  สนิทมากกว่าเพื่อนที่เรียนบริหารมาด้วยกันซะอีก&lt;br /&gt;“สนุกนา...แล้วจะติดใจ”&lt;br /&gt;พอโดนหลายเสียงชวนหนักๆเข้า  วันหนึ่งฉันก็เลยตัดสินใจลองเล่นฟุตบอลกับพวกเขาดูบ้าง  แต่ด้วยความที่ฉันเพิ่งจะหัดเล่น  และไม่ค่อยได้เล่นกีฬา  ลงไปวิ่งตามลูกกลมๆได้ไม่นานนักก็เล่นเอาเหนื่อยจนแทบขาดใจ  จึงหยุดยืนหายใจถี่ๆก่อนจะค่อยๆเดินเลี่ยงออกมาข้างสนาม &lt;br /&gt;“อ้าว...ไม่ไหวซะแล้วเหรอ?  แรกๆก็แบบนี้แหละ”&lt;br /&gt;พอลขว้างลูกฟุตบอลส่งให้เพื่อนแล้วเดินตามฉันออกมานั่งที่ข้างสนาม  เราทั้งสองคนมีเหงื่อชุ่มด้วยกันทั้งคู่  แต่สีหน้าของพอลนั้นกลับยังดูสดชื่น  ซึ่งแตกต่างจากฉันโดยสิ้นเชิง  ไม่ต้องเห็นใบหน้าของตัวเองตอนนี้ฉันก็รู้ดีว่า  สารรูปของตัวเองนั้นดูย่ำแย่เพียงใด &lt;br /&gt;“พักก่อนก็แล้วกัน  เอ้า...”&lt;br /&gt;ฉันรับแก้วน้ำมาจากพอล  หลักจากที่ดื่มเข้าไปอึกใหญ่ก็รู้สึกสดชื่น  และมีเรี่ยวมีแรงขึ้น  จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมพอลกับเพื่อนๆถึงได้เล่นฟุตบอลกันได้อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย  หลังจากเล่นฟุตบอลด้วยกันวันนั้นฉันจึงได้รู้ว่าในกระติกน้ำที่เพื่อนๆดื่มกันมีส่วนผสมพิเศษที่พวกเขาใส่ลงไปเจือปนอยู่   &lt;br /&gt;“เดี๋ยวนี้ทิ้งหนังสือได้แล้วนะแก”&lt;br /&gt;ฉันร่วมวงเตะบอลกับเพื่อนบ่อยขึ้นจนหลายคนเอ่ยปากแซว  ฉันคงติดใจการเล่นฟุตบอลเข้าจริงๆอย่างที่พอลเคยบอก  พอรู้ตัวว่าไม่ถนัดกับการคอยวิ่งตามลูกฟุตบอลในสนาม  ฉันก็ขอเปลี่ยนมาเล่นตำแหน่งผู้รักษาประตู  และหลังจากที่เลิกเล่นบอล  กลับมาที่ห้องพัก  ฉันก็สามารถอยู่อ่านหนังสือจนดึกดื่นได้นานขึ้น  โดยที่แทบจะไม่ต้องพึ่งพากาแฟดำแก้วเดิมเลย&lt;br /&gt;ถัดจากนั้นอีกสามเดือนเป็นช่วงใกล้สอบปลายภาค  ฉันจึงหยุดเล่นบอล  และกลับมามุ่งมั่นอยู่กับการอ่านหนังสืออย่างหนัก  เพื่อคะแนนเกียรตินิยมที่ทางบ้านมักจะโทรมาตอกย้ำกับฉันอยู่เสมอ  ฉันอดนอนจนกระทั่งนั่งหลับในอยู่บ่อยๆเพราะกลัวอ่านหนังสือไม่ทัน  จนในที่สุดฉันก็ต้องขอแบ่งเอาส่วนผสมพิเศษที่เพื่อนๆใส่น้ำดื่มตอนเล่นบอลมาผสมในน้ำดื่มของตัวเองบ้าง  มันช่วยแก้ง่วงได้ชะงักนัก&lt;br /&gt;---                            ---                            ---                            ---&lt;br /&gt;มีนักศึกษาชายคนหนึ่งเพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ใหม่  แต่ว่าฉันยังไม่มีโอกาสได้ทักทายทำความรู้จัก  เท่าที่ฉันเห็น  เขาเป็นคนประหลาดมาก  เงียบเฉย  ดูซึมเซา  ร่างกายก็ดูผอมเกร็งไปหมด  คล้ายเป็นคนขี้โรค  และมีอะไรบางอย่างที่ไม่เหมือนกับคนทั่วๆไป  แววตาของเขาที่ฉันเห็นมันดูดื้อรั้น  และขัดแย้งขวางโลกอย่างบอกไม่ถูก  บางทีอาจจะเป็นเพราะฉันเพิ่งเห็นเขาเป็นครั้งแรกจึงรู้สึกกับเขาแบบนั้นก็ได้&lt;br /&gt;---                            ---                            ---                            ---&lt;br /&gt;นอกจากเรียนหนังสือแล้ว  เขายังต้องทำงานหารายได้พิเศษมาใช้เป็นค่าใช้จ่าย  ฐานะทางบ้านเขาคงไม่สู้ดีนัก  ถ้าหากเขาไม่ต้องออกไปที่ไหน  เขาก็จะขลุกตัวอยู่ในห้องพักทั้งวัน  ไม่มีใครรู้ว่าเขาทำอะไร  อย่างไร  ทำตัวลึกลับ  ไม่พบปะสุงสิงกับใครเลย  แต่ว่าความลับไม่มีในโลกหรอก  เพราะว่าห้องพักของเขาอยู่ติดกับห้องของฉัน...&lt;br /&gt;ดึกสงัด  ฉันได้ยินเสียงคนเดินวนไปวนมา  ในขณะที่ตัวเองกำลังนั่งงัวเงียอยู่ที่โต๊ะเขียนหนังสือด้วยความง่วง  และเมื่อยล้า  ตอนแรกฉันคิดว่าเขาคงจะนอนไม่หลับเพราะมีเรื่องกลุ้มใจ  จึงไม่ได้ใส่ใจอะไร  แต่ต่อมาก็ได้ยินคล้ายเสียงคนกำลังร้องไห้สะอึกสะอื้น  เสียงร้องไห้นั้นรุนแรงขึ้นเรื่อยๆพร้อมกับเสียงข่มขู่ของใครคนหนึ่ง&lt;br /&gt;“แกต้องตาย  แกต้องตาย  ฉันจะฆ่าแก”&lt;br /&gt;ตามติดมาด้วยเสียงรัวทุบกำแพงอย่างแรงติดต่อกันอีกหลายครั้ง&lt;br /&gt;---                            ---                            ---                            ---&lt;br /&gt;ฉันไม่ได้เล่าให้ใครฟังถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น  ตอนนี้จิตใจของฉันเฝ้าคิดถึงแต่เรื่องสอบจึงเก็บงำเอาความสงสัยเอาไว้คนเดียว  ฉันเจอเขาตอนเกือบใกล้เที่ยง  ขณะที่เดินสวนกันตรงบันได  สภาพของเขาดูเหมือนกับคนไม่ได้นอนมาทั้งคืน  เสื้อผ้ายับยู่ยี่  ชายเสื้อถูกปล่อยออกมาหลุดลุ่ย  ดูไม่มีราศีของนักศึกษาเอาซะเลย&lt;br /&gt;คืนต่อมา  ในขณะที่ฉันกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่  ก็ได้ยินเสียงดังมาจากห้องข้างๆอีก  แต่คราวนี้เป็นเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นในตอนแรก  แต่ต่อมาก็กลับกลายเป็นเสียงหัวเราะคิกคักในตอนดึกสงัด&lt;br /&gt;---                            ---                            ---                            ---&lt;br /&gt;หลายคืนแล้วที่ฉันได้ยินเสียงประหลาดๆดังมาจากห้องของเขา  บรรยากาศยามค่ำคืนของหอพักก็ดูวังเวงลงทุกที  ด้วยความอยากรู้อยากเห็นและรำคาญเต็มที  ฉันจึงตัดสินใจลุกจากโต๊ะเขียนหนังสือตอนกลางดึก  เอาใบหน้าแนบติดกับฝาผนังห้อง  ด้วยความอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในห้องของเขา  นักศึกษาที่เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ใหม่&lt;br /&gt;“แกต้องตาย  แกต้องตาย  แกสมควรที่จะตายได้แล้ว  ฮ่าๆๆ  ฉันจะมีความสุขมากเลย  ถ้าหากได้เห็นแกกำลังตายลงไปต่อหน้า  ตายไปซะเดี๋ยวนี้เลย...”&lt;br /&gt;เป็นเสียงของเขากำลังพูดพึมพำอยู่กับตัวเอง  ก่อนจะมีเสียงคนเดินลากเท้าวนไปวนมาอยู่ภายในห้อง  แต่ความอ่อนล้าเพราะอดนอนติดต่อกันมาหลายคืน  ก็ทำให้ฉันรู้สึกกระหายน้ำขึ้นมาซะก่อน&lt;br /&gt;---                            ---                            ---                            ---&lt;br /&gt;ฉันมีโอกาสเจอเขานั่งอยู่ที่โต๊ะหินอ่อนหน้าหอพักเพียงลำพังในเย็นวันต่อมา  สายตาของเขาทอดเหม่อเลื่อนลอย  เงียบเฉย  ไม่สนใจกับสิ่งรอบข้าง  ฉันยืนมองเขาอยู่นาน  พยายามทบทวนลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับห้องข้างๆที่ตัวเองได้ยิน  สงสัยเต็มทีว่ามีอะไรซ่อนอยู่ภายในห้องนั้น&lt;br /&gt;---                            ---                            ---                            ---&lt;br /&gt;ในที่สุดฉันก็ตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวว่าคืนนี้จะต้องรู้ให้ได้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นภายในห้องนั้น  ห้องของเขาที่อยู่ติดกันกับห้องพักของฉัน  วันนี้ฉันจึงเก็บตัวอยู่ในห้องเพื่ออ่านหนังสือสอบตั้งแต่บ่าย  นอกจากคะแนนเกียรตินิยมแล้ว  เป้าหมายของฉันในตอนนี้ก็คือ  ฉันจะเฝ้าสังเกตดูพฤติกรรมของเขา&lt;br /&gt;เสียงนาฬิกาที่ชั้นวางของเดินเสียงดังซะจนฉันไม่มีสมาธิ  มันดังราวกับว่าเป็นเสียงของการเคาะระฆังเหง่งหง่างในช่วงกลางดึก  ฉันจึงลุกขึ้นเดินไปเอาใบหน้าแนบกับฝาผนังห้อง &lt;br /&gt;“แกรีบๆตายไปซะน่ะดีแล้ว  จะได้ไม่ต้องแบกรับเอาภาระความรับผิดชอบบ้าๆบอๆ  ไม่ต้องแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน  แกคิดดูสิ...ถ้าหากแกทำให้คนอื่นผิดหวัง  แกมันจะน่าสมเพชมากแค่ไหน”&lt;br /&gt;มันคือเสียงพูดคุยกับตัวเองที่ฉันได้ยินติดต่อกันมาหลายคืน  แล้วตามมาด้วยเสียงเดินลากเท้าวนไปวนมาอยู่ภายในห้อง  ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นเช่นเดียวกับคืนก่อนๆ&lt;br /&gt;ฉันถอยกลับมานั่งที่โต๊ะ  พยายามรวบรวมสมาธิอ่านหนังสือต่อไป  แต่ยิ่งฉันพยายามคิดถึงแต่เรื่องเกียรตินิยมมากเท่าไหร่  ความสับสนวุ่นวายใจก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น  จนฉันต้องพักสายตาจากหน้าหนังสือมองนิ่งไปที่ต้นทางของเสียง&lt;br /&gt;หัวใจของฉันเต้นแรง  รัวถี่เหมือนใครกำลังตีกลองอยู่ในอก  เหงื่อซึมทั่วใบหน้า  รู้สึกได้ถึงความแรงของเลือดที่ฉีดพล่านภายในร่างกาย  เมื่อได้ยินเสียงเขากำลังเดินออกจากห้อง&lt;br /&gt;เสียงร้องไห้นั้นยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ  เป็นเสียงที่โหยหวน  หวีดหวิวล่องลอยตามสายลม  สลับกับเสียงหัวเราะคิกคัก  คล้ายกับคนเสียสติ  ดังระเรื่อยไปตามลมดึกที่พัดผ่าน&lt;br /&gt;จู่ๆก็มีเสียงฟ้าผ่าดังขึ้นสนั่นหวั่นไหว  แล้วฝนหลงฤดูก็กระหน่ำเทลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา  ลมที่แรงขึ้นพัดหน้าต่างห้องที่ฉันเปิดทิ้งไว้ปิดดังโครม  ในขณะที่เสียงเดินลากเท้าและทุบฝาผนังก็ยังคงดังอยู่เรื่อยๆอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด  เสียงเดินของเขาค่อยๆใกล้เข้ามาเรื่อยๆ  จิตใจของฉันเต้นระทึก&lt;br /&gt;แล้วเสียงฝีเท้าก็หยุดอยู่ที่หน้าประตูห้องของฉัน &lt;br /&gt;“แกต้องตาย  แกสมควรตาย  ถ้าแกทำให้คนอื่นผิดหวังแกก็ต้องตายอย่างน่าสมเพชอยู่แล้วนี่นา  ฮ่าๆๆ  แกต้องตาย”&lt;br /&gt;เสียงนั้นโทมเข้ามาในโสตประสาตของฉัน  พร้อมๆกับเสียงคนเคาะประตูรัวถี่ยิบ  หัวใจของฉันเต้นรัวราวกับจะหลุดออกมาอยู่นอกอก  ใบหน้าซีดเผือดราวกับในร่างกายไม่มีเลือดหล่อเลี้ยงเลยสักหยด  ฉันนั่งนิ่ง...ลืมหายใจ    &lt;br /&gt;---                            ---                            ---                            ---           &lt;br /&gt;“นัท  นัท  ไอ้นัท...”&lt;br /&gt;นักศึกษาชายสองสามคนกำลังช่วยกันปั้มหัวใจช่วยเหลือนัทที่ช็อกหมดสติอย่างร้อนรน  หนึ่งในนั้นมี “เขา” นักศึกษาที่เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ในห้องพักติดกับนัทเมื่อหลายวันก่อนรวมอยู่ด้วย&lt;br /&gt;---                            ---                            ---                            ---&lt;br /&gt;เสียงของรถพยาบาลที่มาจอดรับนัทที่หน้าหอพักเงียบหายไปแล้ว  คงเหลืออยู่แต่เสียงวิพากษ์วิจารณ์ของเหล่าบรรดาเพื่อนนักศึกษาเท่านั้นเอง&lt;br /&gt;“...ไอ้นัทมันช็อก  เพราะมันใช้ยาเกินขนาดน่ะสิ”&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;--------------------------------&lt;br /&gt;" All Copyright©Nanthanatcha "&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;"ยิ้มให้กับความทุกข์  แล้วเราจะมีความสุขที่สุดในโลก"&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/18108709-3083131967613220193?l=prettynathalie.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/18108709/posts/default/3083131967613220193'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/18108709/posts/default/3083131967613220193'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://prettynathalie.blogspot.com/2007/06/blog-post_28.html' title='เรื่องสั้น  &quot;ในห้องนั้น?&quot;'/><author><name>Nathalie</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03717134047633747256</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='http://www.fileupyours.com/files/107866/06-001-ic-kitty1.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://bp1.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RoPkDhpOfBI/AAAAAAAAAC0/GEUjr5P7UBk/s72-c/bedroom.jpg' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-18108709.post-4156912127275981536</id><published>2007-06-26T17:14:00.000+07:00</published><updated>2007-06-26T17:14:02.430+07:00</updated><title type='text'>ยิ้มให้กับความทุกข์แล้วเราจะมีความสุขที่สุดในโลก</title><content type='html'>&lt;a href="http://bp3.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RoDlG6XKHlI/AAAAAAAAACs/-DmmjuIJMRE/s1600-h/à¸¢à¸´à¹à¸¡à¹à¸«à¹à¸à¸±à¸à¸à¸§à¸²à¸¡à¸à¸¸à¸à¸à¹à¹à¸¥à¹à¸§à¹à¸£à¸²à¸à¸°à¸¡à¸µà¸à¸§à¸²à¸¡à¸ªà¸¸à¸à¸à¸µà¹à¸ªà¸¸à¸à¹à¸à¹à¸¥à¸.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5080312286582283858" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp3.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RoDlG6XKHlI/AAAAAAAAACs/-DmmjuIJMRE/s320/%E0%B8%A2%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B9%8C%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;strong&gt;&lt;em&gt; “คำนำคนเขียน”&lt;br /&gt;&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;           &lt;em&gt;     ฉันเชื่อว่า ”ความรักโอบกอดเราอยู่เสมอ”&lt;br /&gt;&lt;/em&gt;เมื่อพูดถึงความรัก  คนเรามักคิดถึงแต่ความรักในด้านที่ตัวเองได้ส่งต่อมอบให้กับคนอื่นอยู่เสมอ  นั่นก็เลยทำให้คนเราเลือกที่จะโอบกอดคนอื่นอยู่ตลอดเวลา  ซึ่งก็แปลว่ามักจะนึกถึง  เอาใจใส่  ดูแล  และแคร์คนอื่น(ที่เรารัก)ก่อนตัวเองอยู่เสมอ  จนเมื่อรู้สึกเจ็บปวดกับอะไรต่อมิอะไรที่มันไม่ได้เป็นดังใจ  ผิดพลาดจากที่วาดหวังเอาไว้  นั่นแหละจึงนึกขึ้นมาได้ว่าอ้อมกอดที่มี  สามารถที่จะใช้โอบตัวเองให้อบอุ่นได้เช่นเดียวกัน&lt;br /&gt;  ทุกเรื่องราวในหนังสือเล่มนี้เป็นสิ่งที่ฉันเชื่อว่าสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน  เพราะฉันเองก็เพิ่งจะเดินผ่านเหตุการณ์เหล่านี้มาได้ไม่นานนัก  ฉันอยากจะบอกว่า  ฉันเองก็เคยเป็น...เป็นคนที่ชอบทำอะไรงี่เง่า  เป็นคนชอบนอนตื่นสาย  เป็นคนที่ชอบทำอะไรแบบผัดวันประกันพรุ่ง  เป็นคนที่มักเอาใจใส่คนอื่นจนลืมนึกถึงตัวเอง  ฉันเองก็เคยเป็นคนที่ไม่เอาไหนหายใจทิ้งไปวันๆมาก่อนเช่นกัน &lt;br /&gt;ทุกเรื่องราวที่ฉันหยิบยกมาเล่าไว้ในหน้าหนังสือเล่มนี้  นอกจากฉันจะอยากให้คนอ่านได้มีตัวเลือกในการรับมือกับบททดสอบของการดำเนินชีวิตแล้ว  ฉันยังอยากให้ทุกคนรู้จักที่จะจัดลำดับการให้คุณค่าและความสำคัญของผู้คนที่อยู่รอบข้าง  อย่าแคร์คนที่ได้ก้าวผ่านเข้ามาในชีวิตแค่เพียงไม่นาน  มากกว่าคนที่ดูแลปกป้องเรามาตลอดทั้งชีวิต  และเลือกที่จะทำให้ตัวเองมีคุณค่าให้เป็นด้วย&lt;br /&gt;ฉันอยากให้หนังสือเล่มนี้เป็นเพื่อนสนิทของทุกคน  เป็นเพื่อนคนที่อาจจะให้คำปรึกษาที่ไม่ค่อยได้เรื่องได้ราวนัก  แต่อย่างน้อยก็ยังมีเพื่อนคนนี้ก็มีวีรกรรมที่คล้ายๆกันมาเล่า  ให้เก็บเอาไปเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกในการจัดการสร้างคุณค่าให้กับการก้าวเดินบนวิถีชีวิตของตัวเองในก้าวต่อๆไป  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;                                                                                                                “ด้วยความรู้สึกดีดี”&lt;br /&gt;                                                                                                                          ใบข้าว  &lt;br /&gt;                                                                                                                      9 เมถุน ..07&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;--------------------------------&lt;br /&gt;" All Copyright©Nanthanatcha "&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;"ยิ้มให้กับความทุกข์  แล้วเราจะมีความสุขที่สุดในโลก"&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/18108709-4156912127275981536?l=prettynathalie.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/18108709/posts/default/4156912127275981536'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/18108709/posts/default/4156912127275981536'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://prettynathalie.blogspot.com/2007/06/blog-post_26.html' title='ยิ้มให้กับความทุกข์แล้วเราจะมีความสุขที่สุดในโลก'/><author><name>Nathalie</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03717134047633747256</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='http://www.fileupyours.com/files/107866/06-001-ic-kitty1.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://bp3.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RoDlG6XKHlI/AAAAAAAAACs/-DmmjuIJMRE/s72-c/%E0%B8%A2%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B9%8C%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81.jpg' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-18108709.post-8883158446740511460</id><published>2007-06-23T02:09:00.000+07:00</published><updated>2007-06-23T02:09:16.254+07:00</updated><title type='text'>"รักป่วนใจของยัยจอมงก"</title><content type='html'>&lt;a href="http://bp3.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RnwZX6XKHkI/AAAAAAAAACk/0g0xGFc26Ag/s1600-h/Butterfly+Boy+à¸£à¸±à¸à¸à¹à¸§à¸à¹à¸à¸à¸&amp;shy;à¸à¸¢à¸±à¸¢à¸à¸&amp;shy;à¸¡à¸à¸.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5078962378361151042" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp3.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RnwZX6XKHkI/AAAAAAAAACk/0g0xGFc26Ag/s320/Butterfly+Boy+%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%88%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A2%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%87%E0%B8%81.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;em&gt; จากใจผู้เขียน&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;เธอยังจำความรักครั้งแรกของตัวเองได้รึเปล่า?&lt;br /&gt;ฉันเองก็เป็นอีกคนนึงที่จดจำความรักครั้งแรกของตัวเองได้อย่างแม่นยำ เค้าเป็นรุ่นพี่ที่เท่แบบสุดๆของฉันเองแหละ &gt;_&lt; ก็พี่เค้าน่ะเป็นคนที่ช่วยปัดลูกบอลไม่ให้มันพุ่งมาถึงหน้าของฉันได้น่ะสิ ถ้าวันนั้นฉันไม่ได้รุ่นพี่คนนี้ช่วยเอาไว้แล้วล่ะก็ มีหวังหน้าสวยๆของฉันต้องพังยับเยินแน่ๆเลย ^_^!! แล้วหลังจากวันนั้นฉันก็ปลื้มพี่เค้ามาโดยตลอด แต่ดูเหมือนว่าต่อมความรู้สึกของพี่เค้าจะเสียอะนะ เพราะไม่มีวี่แววว่าพี่เค้าจะสนใจไยดีความปลาบปลื้มที่ออกนอกหน้าของฉันเลยซักนิด น่าเศร้าชะมัดเลย T^T แต่ความรักครั้งแรกของซาริจังน่ะ น่าเศร้ามากกว่าเรื่องของฉันซะอีกนะ หลังจากที่ซาริต้องผิดหวังแบบสุดๆคนสวยเลือกได้อย่างซาริก็ไม่คิดที่จะรักใครอีก TT_TT เรียกได้ว่าหมดความมั่นใจในความรักไปเลยล่ะ น่าสงสารมั่กมากเลยใช่มั้ยล่ะ? แต่ซาริไม่ได้ปล่อยให้ตัวเองอยู่ในสภาพที่หดหู่ จนดูน่าสมเพชหรอกนะ เธอตั้งหน้าตั้งตาสะสมเงินอย่างมีความสุขซะจนน่าเกลียดน่ะสิ OoO แต่ความรักมักก็จะเล่นไล่จับกับหัวใจเราเสมอแหละ ยิ่งวิ่งหนีแบบสุดๆมากเท่าไหร่ ความรักก็วิ่งไล่ตามได้ทันมากเท่านั้น เรื่องมันคงไม่ค่อยยุ่งเท่าไหร่หรอกถ้าหากอีกคนที่ความรักจับคู่ให้ ไม่ใช่คนที่ไร้ความศรัทธาในรักแท้อย่างหนุ่มหล่อที่ชื่อฮิเดกิ แถมพอทำความรู้จักกันได้ไม่เท่าไหร่ เค้าก็เลื่อนขั้นตัวเองไปเป็นซุปเปอร์สตาร์ของญี่ปุ่นอีกตะหาก T^T แล้วซาริจะทำยังไงให้เรื่องยุ่งๆของความรักครั้งนี้จบลงได้ด้วยดีล่ะ... ฉันเชื่อว่าการมีความรักก็เหมือนกันกับการนั่งดูหนังซักเรื่องนึงอะแหละ ที่เราไม่อาจรู้ล่วงหน้าได้หรอกว่ามันจะกลายเป็นหนังเรื่องโปรดในดวงใจของเราหรือเปล่า จนกว่าจะดูจบ แล้วฉันเองก็อยากให้ทั้งซาริและเธอที่หยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาเชื่อเหมือนๆกับที่ฉันเชื่อด้วยล่ะ &gt;__&lt; &lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;let’s love,if u dare.&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;&lt;span style="font-family:courier new;font-size:130%;"&gt;นัตตี้&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/em&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;--------------------------------&lt;br /&gt;" All Copyright©Nanthanatcha "&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;"ยิ้มให้กับความทุกข์  แล้วเราจะมีความสุขที่สุดในโลก"&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/18108709-8883158446740511460?l=prettynathalie.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/18108709/posts/default/8883158446740511460'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/18108709/posts/default/8883158446740511460'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://prettynathalie.blogspot.com/2007/06/blog-post_7111.html' title='&quot;รักป่วนใจของยัยจอมงก&quot;'/><author><name>Nathalie</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03717134047633747256</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='http://www.fileupyours.com/files/107866/06-001-ic-kitty1.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://bp3.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RnwZX6XKHkI/AAAAAAAAACk/0g0xGFc26Ag/s72-c/Butterfly+Boy+%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%88%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A2%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%87%E0%B8%81.jpg' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-18108709.post-5917330868252085159</id><published>2007-06-23T01:34:00.001+07:00</published><updated>2007-06-23T01:34:34.081+07:00</updated><title type='text'>คุยมือถือในที่สาธารณะ  เท่ากับกำลังประจานตัวเอง</title><content type='html'>&lt;div align="center"&gt;&lt;a href="http://bp3.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RnwV66XKHiI/AAAAAAAAACU/S7OzxzMvMHk/s1600-h/pic_2.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5078958581610061346" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp3.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RnwV66XKHiI/AAAAAAAAACU/S7OzxzMvMHk/s320/pic_2.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; &lt;span style="font-family:courier new;"&gt;เวลาที่ต้องไปถึงสถานที่นัดหมายสาย  เรามักจะบอกกับคนที่โทรมาตามว่าใกล้จะถึงแล้ว&lt;br /&gt;ทั้งๆที่บางทีเพิ่งจะก้าวขาขึ้นรถเมล์มาหยกๆ &lt;br /&gt;เป็นการพูดเพื่อทำให้คนที่กำลังรอรู้สึกสบายใจขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่คนรอบข้างที่กำลังนั่งรถเมล์คันเดียวกันกับเราล่ะ&lt;br /&gt;เขาจะรู้สึกยังไง   เคยคิดบ้างรึเปล่า?&lt;br /&gt;มันเหมือนเราเดินไปสะกิดเขา  แล้วบอกว่า “ฉันโกหกเก่งนะ”&lt;br /&gt;จริงมั้ย?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีอีกหลายๆคนที่ใจดี  ชอบจัดโปรโมชั่นแฉตัวเองผ่านการคุยมือถือให้คนรอบๆข้างฟัง&lt;br /&gt;ทั้งเรื่องทะเลาะกับแฟน  เดินตกบันได  วันเสาร์อาทิตย์นี้จะไปไหนกับใคร  สารพัดเรื่องที่ชอบสาธยายชนิดถึงพริกถึงขิงลงไปในมือถือ&lt;br /&gt;นอกจากดูเผินๆแล้วเหมือนคนบ้า    ที่พูดคุยได้โดยไม่ต้องมีคู่สนทนาอยู่ข้างๆแล้ว&lt;br /&gt;ยังมีที่เลวร้ายไปกว่านั้นคือ...&lt;br /&gt;พวกที่ชอบลามปามเอาเรื่องของคนอื่นมานั่งเม้าท์อย่างสนุกปาก&lt;br /&gt;มันเท่ากับการตะโกนบอกคนทั้งโลกว่า”ฉันเป็นบุคคลประเภทไหน”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉันได้รู้ข่าวสารเด็ดๆจากคนที่มีพฤติกรรมชอบคุยมือถือบนรถสาธารณะบ่อยจนชิน&lt;br /&gt;ไม่ต้องอ่านหนังสือพิมพ์  ก็รู้เรื่องดารา  ความคืบหน้าของละครหลังข่าวได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้ว่าจะมีหลายครั้งที่นึกเค้าหน้าของคนที่ถูกหยิบเอามาเม้าท์ไม่ออก&lt;br /&gt;แต่ฉันก็จำหน้าของคนที่กำลังเล่าเรื่องได้แม่น&lt;br /&gt;และพยายามไม่พาตัวเองเข้าไปทำความรู้จักกับคนคนนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เธอเองก็คงรู้สึกเหมือนๆกันกับฉันน่ะแหละ&lt;br /&gt;คือ...ไม่อยากเป็นเพื่อนกับคนขี้นินทา&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;--------------------------------&lt;br /&gt;" All Copyright©Nanthanatcha "&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;"ยิ้มให้กับความทุกข์  แล้วเราจะมีความสุขที่สุดในโลก"&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/18108709-5917330868252085159?l=prettynathalie.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/18108709/posts/default/5917330868252085159'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/18108709/posts/default/5917330868252085159'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://prettynathalie.blogspot.com/2007/06/blog-post_23.html' title='คุยมือถือในที่สาธารณะ  เท่ากับกำลังประจานตัวเอง'/><author><name>Nathalie</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03717134047633747256</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='http://www.fileupyours.com/files/107866/06-001-ic-kitty1.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://bp3.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RnwV66XKHiI/AAAAAAAAACU/S7OzxzMvMHk/s72-c/pic_2.jpg' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-18108709.post-8287863051746561081</id><published>2007-06-22T02:03:00.000+07:00</published><updated>2007-06-22T02:03:48.179+07:00</updated><title type='text'>“ตัวละครเป็นแผล...แต่งดงาม”  ของ Jimmy Liao</title><content type='html'>&lt;a href="http://bp2.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RnrLLKXKHhI/AAAAAAAAACM/Sc-zK_ttHAw/s1600-h/Picture.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5078594922434141714" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://bp2.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RnrLLKXKHhI/AAAAAAAAACM/Sc-zK_ttHAw/s320/Picture.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;a href="http://bp2.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RnrKzKXKHgI/AAAAAAAAACE/pQvk1xg6Ads/s1600-h/Bear.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5078594510117281282" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp2.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RnrKzKXKHgI/AAAAAAAAACE/pQvk1xg6Ads/s320/Bear.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt; ทุกครั้งที่เศร้าโศก หมีกากบาทชอบปีนขึ้นไปอยู่บนยอดไม้&lt;br /&gt;แล้วตะโกนขึ้นฟ้าสุดเสียง&lt;br /&gt;“หมีกากบาทสู้ๆ! หัวใจสู้ๆ! จักรวาลสู้ๆ!”&lt;br /&gt;แล้วก้มมองลงมา&lt;br /&gt;โลกเบื้องล่างจะดูสว่างไสวน่าอยู่ขึ้นมาทันที&lt;br /&gt;หมีกากบาทเป็นหนึ่งในตัวละครที่บาดเจ็บ เป็นแผล และมีความรู้สึกของจิมมี่ เลี่ยว นอกจากจะมีหมีกากบาทซึ่งเป็นตัวแทนของผู้คนที่ฝังตัวเองจมลึกอยู่กับอดีตอันน่าเศร้าและลืมไม่ลง แล้วก็ยังมีหนูดำของลูลู่ซึ่งเกิดมาเพื่อที่จะตกเป็นผู้ถูกกระทำอยู่ตลอดเวลา ในหนึ่งวันหนูดำได้ดื่มด่ำกับการตกจากที่สูงถึงแปดสิบแปดครั้ง และลูลู่ซึ่งเป็นเจ้านายก็ได้บอกกับหนูดำว่า เธอรู้สึกอิจฉาหนูดำเพราะเธอไม่สามารถดื่มด่ำกับการตกจากที่สูงได้ ลูลู่แลดูเหมือนเด็กผู้หญิงที่อ่อนโยน แต่เธอกลับศึกษาคิดค้นวิธีทำร้าย ทรมานตุ๊กตาของเธอได้มากถึงสิบเก้าแบบ ซึ่งนั่นก็ไม่ได้หมายความว่า เธอไม่ได้รักหนูดำ ไข่พะโล้จะต้องขอพรจากพระเจ้าสามประการก่อนกินข้าวเสมอ... &lt;br /&gt;                “ข้าแต่พระเจ้าผู้รอบรู้  ผู้ยิ่งใหญ่&lt;br /&gt;            ขอให้คนที่ไม่เชื่อท่าน  เชื่อท่านได้ไหม&lt;br /&gt;            ผมทนเด็กคนอื่นหัวเราะเยาะไม่ไหวแล้ว&lt;br /&gt;            เขาบอกว่าผมโง่เง่า&lt;br /&gt;            หวังว่าท่านจะลงโทษพวกเขาอย่างสาสม”&lt;br /&gt;                ไข่พะโล้อธิษฐาน  ขอให้พระเจ้าคุ้มครองเขาในทุกๆวัน  ไม่ว่าจะเป็นเช้า  สาย  บ่าย  หรือเย็น  ไม่ว่าไข่พะโล้จะลงมือทำอะไร  เขาก็จะต้องอธิษฐานอ้อนวอนกับพระเจ้า  ไข่พะโล้เชื่อว่า  “หากเชื่อย่อมได้ผล”&lt;br /&gt;                ...แต่หากทุกคนอธิษฐานหมด  พระเจ้าจะทำอย่างไร?...&lt;br /&gt;                และไข่พะโล้ก็ยังคงอธิษฐานอยู่ตลอดเวลา  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยหรือใหญ่โตมากแค่ไหน &lt;br /&gt;เขาเป็นเด็กโชคดี  ทุกครั้งที่เขาหลับตาอธิษฐานเขาคือบุตรของพระเจ้า&lt;br /&gt;มีหลายคนหวังว่าชีวิตจะเหมือนกับหนังโรแมนติก  เช่นเดียวกับจูลี่  เธอเชื่อว่าหากรอคอยได้นานพอ  ณ มุมหนึ่งของทะเลไกลโพ้น  จะมีชายหนุ่มรูปงาม  คนที่เข้าใจความรู้สึกของเธอ  จะเก็บขวดที่เธอเขียนความในใจใส่ลงไป  แล้วเอาไปทิ้งทะเลนั้นได้  และด้วยความกังวลว่าจดหมายที่ถูกปลาวาฬกิน  หรือเกยตื้นบนเกาะร้าง  จูลี่จึงได้ทำจดหมายแห่งความหวังออกมาถึงสามสิบเจ็ดแบบ  และพยายามส่งจดหมายออกไปให้ไกล  ให้พวกมันไปตามหาอนาคตอย่างกล้าหาญ  แต่...&lt;br /&gt;“เรื่องเหลือเชื่อมีอยู่แต่ในนิทานเท่านั้น”&lt;br /&gt;“เรื่องโรแมนติกมีอยู่แต่ในนิยายเท่านั้น”&lt;br /&gt;จดหมายสามสิบหกฉบับที่โยนออกไปในทะเลลอยกลับฝั่งพร้อมเกลียวคลื่นในเย็นย่ำสุดท้ายของฤดูร้อน  ท่ามกลางแสงสวยของอาทิตย์อัสดง  แต่ว่า...ไม่มีใครเห็นใบหน้าของจูลี่  ไม่มีใครล่วงรู้ความรู้สึกของเธอ  และเธอก็ไม่รู้ด้วยว่า  จดหมายในขวดใบที่สามสิบเจ็ดนั้นได้ถูกเปิดอ่าน  แต่น่าเสียดายที่ชายหนุ่มรูปงามไม่เข้าใจเนื้อความของจดหมาย  เขาจึงใช้ประโยชน์จากขวดใบนั้นด้วยการนำมันไปเป็นแจกันดอกไม้เพื่อมอบให้กับหญิงสาวที่เขารัก&lt;br /&gt;ตัวละครทุกตัวของจิมมี่สีสวย  แต่ไม่สดใส  ทุกตัวละครมีบาดแผลเป็นของตัวเองด้วยกันทั้งนั้น  ไม่ว่าจะเป็นปีเตอร์รูปหล่อที่ชอบผู้หญิงพร้อมกันถึงสามคน  แต่ว่า...ใครจะรู้เล่าว่าคนรูปหล่อก็เหงาเหมือนกัน  ส่วนบอลลูนที่เป็นเด็กฉลาดไอคิวสูง  ที่ทุกๆคนต่างก็ชื่นชมในความฉลาดของเธอ  กลับเบื่อหน่ายที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยคนโง่  ในขณะเดียวกันเจ้าหัวซาลาเปาดันไม่เข้าใจหลายสิ่งอย่างอย่างบนโลก  เพราะเขาหน้าตาเหมือนซาลาเปา  สมองจึงมีไส้อยู่เพียงแค่นิดเดียวเท่านั้น  ยังมีออทัมที่เอาแต่ไล่จับความสวยงามที่เมื่อกะพริบตาก็จางหาย  เธอจึงมักจะรู้สึกผิดหวัง  สิ่งที่สวยงามนั้นจับต้องไม่ได้&lt;br /&gt;แต่ไม่ว่าบาดแผลของเด็กๆแต่ละคนในดินแดนแห่งนี้จะมากน้อยแตกต่างกันสักแค่ไหนก็ตาม  เขายังคงอธิษฐานให้เพื่อนทุกคนเติบโตและมีสุขภาพแข็งแรง  แบ่งปันเรื่องราวทุกข์สุขซึ่งกันและกันบ้างเมื่อมีโอกาส&lt;br /&gt;ตัวละครที่เป็นแผลของจิมมี่ได้ได้เกิดมาเพื่อให้เราเชื่อว่าพวกเขาเจ็บปวด  หากแต่พวกเขาทำให้เรารู้สึกว่าความเจ็บปวดนั้นเป็นยังไง  เพราะหลายบาดแผลของพวกเขามีชื่อเดียวกันกับบาดแผลของเรานั่นเอง  เพียงแต่เราพยายามที่จะเข้มแข็งเพื่อปกปิดเอาไว้  ไม่ร้องไห้ออกมาง่ายๆเหมือนกับตัวละครของจิมมี่  ซึ่งจริงๆแล้วเราเองก็อยากที่จะทำอะไรที่มันดูงี่เง่า  บ้าบอ  ไม่เอาไหนในสายตาของคนทั่วไปเช่นเดียวกันกับตัวละครของจิมมี่  แต่ว่าโลกของความเป็นจริงมักจะไม่ค่อยเปิดโอกาสให้เราได้ทำแบบนั้นง่ายๆนักน่ะสิ&lt;br /&gt;การปล่อยให้หัวใจได้เดินทางตามตัวละครของจิมมี่เข้าไปในดินแดนที่สาบสูญ  จึงเป็นวิธีที่ดีแบบสุดๆในยามที่ต้องการเพื่อนสักคนที่เป็นเหมือนเรา  เข้าใจเรา  รู้สึกและเยียวยาความเจ็บปวดของตัวเองไปพร้อมๆกัน&lt;br /&gt;...แล้วจะกล้าเผชิญหน้ากับบาดแผล  และรักตัวเองมากขึ้นเช่นเดียวกัน...&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;---                            ---                            ---                            ---&lt;br /&gt;&lt;em&gt;หมายเหตุ  :  ตัวเอียงคัดลอกจากหน้าหนังสือ&lt;br /&gt;ชื่อหนังสือ  : Snow Falling  ความปวดร้าวอันงดงาม&lt;br /&gt;(หนึ่งในหนังสือชุด : Paradise Lost สวนสวรรค์ที่สาบสูญ)&lt;br /&gt;Jimmy Liao  : เขียน&lt;br /&gt;ชุตินันท์  เอกอุกฤษฏ์กุล  : แปล&lt;br /&gt;‘ปราย  พันแสง  : บรรณาธิการ&lt;br /&gt;จัดพิมพ์โดย  : inSpire สำนักพิมพ์ในเครือนานมีบุ๊คส์หากแต่มันเป็นเพียงเกมสนุกของเธอเท่านั้นเอง&lt;br /&gt;&lt;/em&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;--------------------------------&lt;br /&gt;" All Copyright©Nanthanatcha "&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;"ยิ้มให้กับความทุกข์  แล้วเราจะมีความสุขที่สุดในโลก"&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/18108709-8287863051746561081?l=prettynathalie.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/18108709/posts/default/8287863051746561081'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/18108709/posts/default/8287863051746561081'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://prettynathalie.blogspot.com/2007/06/jimmy-liao.html' title='“ตัวละครเป็นแผล...แต่งดงาม”  ของ Jimmy Liao'/><author><name>Nathalie</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03717134047633747256</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='http://www.fileupyours.com/files/107866/06-001-ic-kitty1.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://bp2.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RnrLLKXKHhI/AAAAAAAAACM/Sc-zK_ttHAw/s72-c/Picture.jpg' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-18108709.post-8163956581477396930</id><published>2007-06-21T00:28:00.000+07:00</published><updated>2007-06-21T00:28:43.208+07:00</updated><title type='text'>ตื่นตา...ตระการใจในฮ่องกง</title><content type='html'>&lt;a href="http://bp3.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RnlhfqXKHfI/AAAAAAAAAB4/u2gJYkF3yKQ/s1600-h/BEI_IP_671.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5078197251412205042" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp3.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RnlhfqXKHfI/AAAAAAAAAB4/u2gJYkF3yKQ/s320/BEI_IP_671.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; เมื่อพูดถึงฮ่องกงสิ่งแรกที่ฉันนึกถึงก็คือ  บรรยากาศสุดแสนโรแมนติกแบบเท่ๆในหนังเรื่องผู้หญิงข้าใครอย่าแตะ  ในขณะที่หลายคนต่างก็คงพากันนึกถึงฮ่องกงในนิยาม”เกาะสวรรค์ของนักช้อป”  เลื่องชื่อในเรื่องของสินค้าแฟชั่นทั้งรองเท้า  เสื้อผ้า  กระเป๋า  ยันเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ราคาถูกแบบสุดๆ&lt;br /&gt;                ...นอกจากสิ่งต่างๆที่กล่าวมานี้แล้ว  ฮ่องกงยังมีของดีอะไรซุกซ่อนอยู่อีกมั้ยนะ?&lt;br /&gt;                และด้วยข้อสงสัยนี้เองที่ทำให้สองเท้าของฉันได้มายืนอยู่ภายในบริเวณสนามบินฮ่องกงด้วยจุดหมายที่ค่อนข้างจะแตกต่างจากคนอื่นอยู่สักหน่อย  เวลาท้องถิ่นตอนที่เครื่องลงเพิ่งจะบ่ายสองโมงเศษๆแต่ผู้คนกลับไม่พลุกพล่านและชุลมุนอย่างที่คิด  ฉันเลือกที่จะเดินทางด้วยรถไฟฟ้าใต้ดิน  แล้วไปต่อรถบัสเพื่อเก็บเกี่ยวเอาบรรยากาศการดำเนินชีวิตของผู้คนที่นี่  และชมวิวสวยๆระหว่างทางที่มุ่งหน้าสู่ที่พักเป็นลำดับแรก  เมื่อข้ามไปสู่ฝั่งเกาลูนและเลี้ยวเข้าสู่ถนนนาธานได้ไม่นานนัก  ก็ถึงที่ตั้งของโรงแรม Stankford  ที่ฉันได้จับจองห้องพักเอาไว้ &lt;br /&gt;                ย่านนี้มีชื่อเรียกว่ามงก๊ก (Mong Kok)  นอกจากจะเป็นอีกหนึ่งแหล่งที่พักชั้นดีที่นักท่องเที่ยวนิยมมาใช้บริการกันแล้ว  ในช่วงเวลากลางคืนถนนหนทางในย่านนี้จะถูกปิดเพื่อให้บรรดาพ่อค้าแม่ค้าได้นำสินค้าต่างๆมาจำหน่ายและบริการให้กับนักท่องเที่ยวกันอย่างคึกคัก  มีข้าวของสารพัดให้ช้อปปิ้งและมีของกินมากมายให้เลือกสรรอย่างละลานตา  ถนนสายนี้จะเป็นสิ่งแรกที่ยืนยันกับฉันว่าเสน่ห์ของฮ่องกงไม่มีวันหลับใหลเลยจริงๆ&lt;br /&gt;                                &lt;br /&gt;&lt;a href="http://bp3.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RnlhSqXKHeI/AAAAAAAAABw/GPFFZIBykog/s1600-h/hongkong8.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5078197028073905634" style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; CURSOR: hand" alt="" src="http://bp3.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RnlhSqXKHeI/AAAAAAAAABw/GPFFZIBykog/s320/hongkong8.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;Peak Tower and Peak Galleria  ขึ้นชื่อว่าเป็นจุดชมวิวที่สวยที่สุดของฮ่องกง  มีการพูดปากต่อปากกันว่าถ้าหากมาฮ่องกงแล้วไม่ได้มาที่ The Peak แล้วล่ะก็  ก็เหมือนมาไม่ถึงฮ่องกงกันเลยทีเดียว  สิ่งที่ได้เห็นเมื่อมองลงไปด้านล่างจากจุดนี้ก็คือ  แสงไฟหลากสีลานตาซึ่งประดับอยู่ตามตึกรามบ้านช่องที่กระจุกตัวอยู่ในพื้นที่อันจำกัด  อีกทั้งคอนโดสูงระฟ้าก็ยังแข่งขันตกแต่งด้วยแสงไฟหลากสีสัน  และด้วยแสงไฟที่ระยิบระยับจับตาไปทั่วทั้งเกาะนี่เอง  ที่ทำให้ฮ่องกงงดงามสมกับเป็นเมืองในฝันของฉากหนังรักสุดเท่อันเต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ที่ตรึงตาติดใจไม่รู้ลืม&lt;br /&gt;                และถ้าหากนึกอยากที่จะมองฮ่องกงในมุมที่แตกต่างออกไปจากเดิม  ฉันขอแนะนำให้ลองนั่งรถราง Peak Tram  ชมเมืองเล่น  เพราะรถรางคันนี้จะทำให้เราได้มองเห็นทัศนียภาพของฮ่องกงในมุมแบบเอียงๆ  สวยแปลกตาไปอีกรูปแบบหนึ่ง&lt;br /&gt;อีกสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เมื่อได้แวะไปเยี่ยมเยือนฮ่องกงก็คือ  การสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของที่นี่  ทริปนี้ฉันเดินทางไปไหว้เจ้าแม่กวนอิมที่  Replusc Bay  ซึ่งนอกจากจะได้ชมความสวยงามขององค์เจ้าแม่กวนอิมองค์ใหญ่แล้ว  วิวสวยๆของทะเลสาบย่านอะเบอร์ดินก็ยังเป็นอีกหนึ่งความงดงามของฮ่องกงที่ยากจะลืมได้ลง  จุดนี้จึงเป็นอีกหนึ่งจุดที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเลือกที่จะเดินทางมาเพื่อเก็บภาพความประทับใจ  และที่นี่ก็ยังเป็นที่ตั้งของภัตตาคารลอยน้ำสุดหรูที่ถูกใช้เป็นโลเคชันในการถ่ายทำหนังดังหลายๆเรื่องอีกด้วย&lt;br /&gt;                หลังจากนั้นฉันก็เดินทางไปตามเส้นทางที่คู่มือนักท่องเที่ยวบอกไว้  นั่นคือเมื่อออกเดินทางด้วยรถไฟฟ้าใต้ดินสายเฉินวาน (Tsuen Wan Line)  แล้วเปลี่ยนสายที่สถานีไล่กิ่ง  จากนั้นก็นั่งไปจนสุดสายที่ตุงชุง (Tung Chung) แล้วก็ต่อรถบัสอีกทีนึงก็จะถึงที่ตั้งของวัดโป่หลิน (Po Lin Monastery)  ซึ่งมีองค์พระโป่หลินขนาดใหญ่ตั้งอยู่กลางแจ้ง  สามารถมองเห็นได้ตั้งแต่ตอนที่รถยังไปไม่ถึงวัด  และเมื่อได้ยืนใกล้ๆกับฐานของพระพุทธรูป  ฉันก็ต้องถึงกับแหงนหน้าแบบสุดๆเพื่อที่จะมองท่านแบบชัดๆกันเลยทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://bp1.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RnlhFKXKHdI/AAAAAAAAABo/5Mb8nm-m2Xk/s1600-h/BEI_IP_669.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5078196796145671634" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp1.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RnlhFKXKHdI/AAAAAAAAABo/5Mb8nm-m2Xk/s320/BEI_IP_669.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;                สิ่งที่ฉันอยากแนะนำว่าห้ามพลาดอย่างเด็ดขาดเมื่อข้ามเรือไปซิมซาจุ่ยก็คือการแวะชมบรรยากาศของ  Hong Kong Harbour  ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ๆกับโรงแรมแพนเนซูล่าสามารถหาเจอได้ไม่ยากนัก  จากตรงนี้จะสามารถมองเห็นเกาะฮ่องกงเป็นรูปครึ่งวงกลมล้อมรอบตัวเราอยู่  จึงทำให้บริเวณนี้เป็นอีกหนึ่งจุดที่แสงแฟรชของนักท่องเที่ยวกระพริบพราวเก็บเกี่ยวเอาแสงไฟในยามค่ำคืนของฮ่องกงเอาไว้อย่างไม่ขาดสาย&lt;br /&gt;                จากฮ่องกงนักท่องเที่ยวสามารถเดินทางข้ามไปช้อปปิ้งต่อที่เมืองเสิ่นเจิ้นของจีนได้แบบไม่ยุ่งยาก  แต่นอกจากขั้นตอนการขอเข้าเมืองแล้วจะต้องเสียค่าผ่านทางเป็นเงิน 150  ฮ่องกงดอลลาร์  (1 ฮ่องกงดอลลาร์ตกประมาณ 5 บาท)  ที่ย่าน  Dong Men  นอกจากสินค้าแบรนด์เนมราคาถูกนานาชนิดแล้ว  บัวหิมะก็ยังเป็นอีกหนึ่งของฝากที่นักท่องเที่ยวนิยมซื้อติดไม้ติดมือกลับไป&lt;br /&gt;                ก่อนเดินทางกลับถ้าหากยังพอมีเวลาจะพาเด็กๆแวะไปเที่ยวที่  Snoopy’s World ซึ่งเป็นสวนสนุกที่เปิดให้เข้าชมฟรีด้วยก็ยิ่งดี  แต่ว่าฉันเลือกที่จะข้ามไปยังซิมซาจุ่ยอีกครั้ง  เพราะนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้แวะไปที่  Teddy Bear’s Kingdom  เพื่อซื้อของขวัญให้กับตัวเองในทริปนี้  ก่อนที่จะโบกมืออำลาสีสันอันตระการตาและเสน่ห์มายาที่ไม่มีวันหลับใหลของฮ่องกงด้วยรอยยิ้ม&lt;br /&gt;&lt;div&gt;กลับจากฮ่องกงฉันมีของฝากที่จะนำมาส่งต่อให้กับคนที่เมืองไทยอยู่แน่นกระเป๋า  แต่สิ่งเดียวที่ฉันไม่สามารถที่จะส่งต่อหรือมอบให้กับใครได้  สำหรับที่สิ่งได้รับกลับมาด้วยในทริปนี้ก็คือ  พลังในการขับเคลื่อนตัวเองไปข้างหน้าอย่างไม่มีวันหลับใหลเช่นเดียวกันกับฮ่องกง  ที่ตื่นตระการตาอยู่ตลอดเวลาและยังไม่มีทีท่าว่าเสน่ห์จะหลับลงได้โดยง่าย                             &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;a href="http://bp3.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RnlgXqXKHbI/AAAAAAAAABY/OB5wUpvWyyA/s1600-h/hongkong2.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5078196014461623730" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://bp3.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RnlgXqXKHbI/AAAAAAAAABY/OB5wUpvWyyA/s320/hongkong2.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; ---                            ---                            ---                          &lt;br /&gt;&lt;em&gt;การเดินทาง&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;                สายการบินจากรุงเทพฯไปฮ่องกงมีอยู่หลายสายการบินด้วยกัน  อาทิเช่น  การสายการบินไทย โทร. 0-2280-0060, 0-2628-2000,สายการบินคาเธ่ย์ แปซิฟิค โทร. 0-2263-0606 ,สายการบินโอเรียนท์ ไทย แอร์ไลน์ โทร. 1126, 0-2267-3210-5&lt;br /&gt;&lt;em&gt;ระเบียบการเข้าเมือง&lt;br /&gt;&lt;/em&gt;                นักท่องเที่ยวที่จะเดินทางไปฮ่องกงต้องถือหนังสือเดินทางที่ถูกต้องและมีอายุการใช้งานอย่างน้อย 1 เดือนหลังจากกำหนดวันเดินทางออกจากฮ่องกง  นักท่องเที่ยวที่ถือสัญชาติไทยไม่ต้องขอวีซ่า  ซึ่งสามารถอยู่ในฮ่องกงได้นานตั้งแต่ 7 วัน ถึง 180 วัน&lt;br /&gt;                ปัจจุบันการเดินทางไปฮ่องกงเพื่อติดต่อธุรกิจมีความสะดวกมากยิ่งขึ้นหากใช้บัตรเดินทาง (Travel Pass) ของเขตการปกครองพิเศษฮ่องกง (HKSAR)  และสามารถขอวีซ่าเข้าจีนแผ่นดินใหญ่ได้ในฮ่องกง โดยเตรียมรูปถ่าย 1 รูปและใช้เวลา 3 วันทำการในการดำเนินการ &lt;br /&gt;สามารถติดต่อขอวีซ่าได้ที่สำนักงานวีซ่าของสาธารณรัฐประชาขนจีน  สำนักงานคณะกรรมการของกระทรวงการต่างประเทศของสาธารณรัฐประชาชนจีนในฮ่องกง   บริษัท ไชน่า เทรเวล เซอร์วิส (HK) จำกัด   และบริษัท ไชน่า อินเตอร์เนชั่นแนล เทรเวล เซอร์วิส HK จำกัด&lt;br /&gt;สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์บริการข้อมูลข่าวสารการท่องเที่ยวฮ่องกง โทร. 0-2233-4329-30&lt;br /&gt;---            ---            ---&lt;br /&gt;&lt;div&gt;--------------------------------&lt;br /&gt;" All Copyright©Nanthanatcha "&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;"ยิ้มให้กับความทุกข์  แล้วเราจะมีความสุขที่สุดในโลก"&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/18108709-8163956581477396930?l=prettynathalie.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/18108709/posts/default/8163956581477396930'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/18108709/posts/default/8163956581477396930'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://prettynathalie.blogspot.com/2007/06/blog-post_21.html' title='ตื่นตา...ตระการใจในฮ่องกง'/><author><name>Nathalie</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03717134047633747256</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='http://www.fileupyours.com/files/107866/06-001-ic-kitty1.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://bp3.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RnlhfqXKHfI/AAAAAAAAAB4/u2gJYkF3yKQ/s72-c/BEI_IP_671.jpg' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-18108709.post-7020334719405182393</id><published>2007-06-20T21:45:00.000+07:00</published><updated>2007-06-20T21:45:46.048+07:00</updated><title type='text'>มาวิ...เจ้าหนูหัวดื้อแห่งทุ่งหญ้าสีน้ำเงิน</title><content type='html'>&lt;a href="http://bp1.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RnkxAKXKHZI/AAAAAAAAABI/aaKODl3Cd68/s1600-h/à¸¡à¸²à¸§à¸´.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5078143933688192402" style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; CURSOR: hand" alt="" src="http://bp1.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RnkxAKXKHZI/AAAAAAAAABI/aaKODl3Cd68/s200/%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B4.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;แค่เพียงไม่กี่หน้ากระดาษที่ พิบูลศักดิ์ ละครพล ได้เริ่มต้นเล่าเรื่องราวของทุ่งหญ้าสีน้ำเงิน ฉันก็รู้ได้แล้วมาวิว่าเป็นเด็กดื้ออย่างร้ายกาจ เป็นเด็กที่ดื้อเงียบ ชอบทำเป็นหูทวนลมเมื่อรู้สึกไม่พอใจ และช่างประชดประชันอย่างที่สุด เช่นเดียวกับเด็กทั่วไปที่ต้องตกอยู่ในสภาพครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์&lt;br /&gt;ถึงแม้ว่ามาวิจะกำพร้าแม่ แต่เขาก็ได้รับความรักและการดูแลเอาใจใส่อย่างดีจากผู้เป็นพ่อ จนกระทั่งวันที่เขาจะต้องเข้าโรงเรียนได้เดินทางมาถึง ซึ่งชายแปลกหน้าที่มีใบหน้าหยาบกร้านและดวงตาแดงก่ำด้วยความเมา เป็นคนขี่ม้านำข่าวสารนี้มาแจ้งยังหมู่บ้านในหุบเขา ความหัวดื้อหัวรั้นของมาวิจึงได้แสดงตัวออกมาอย่างชัดเจน เขาแกล้งทำเป็นไม่ได้ยินเสียงร้องเรียกของพ่อ และหลบนอนอยู่ในยุ้งข้าว เพื่อเป็นการบอกให้รู้ว่าเขารู้สึกไม่พอใจมากแค่ไหนกับการมาของชายแปลกหน้าคนนั้น&lt;br /&gt;...ที่นั่นจะมีที่สวยๆอย่างนี้ไหมนะ...มาวิรู้สึกกระอักกระอ่วนใจ...คิดถึงเมื่อเวลาที่พ่อทำเสียงตอดไก่ ยามนี้แหละที่พวกแม่ไก่มันฟักลูก ปล่อยให้เจ้าไก่ตัวผู้เหงาหงอย และมันจะหลงคิดว่าเสียงเป่าปากเป็นเสียงตอดๆๆๆนั้น คือเสียงของไก่ตัวเมียผู้เปล่าเปลี่ยวใจเดินออกมาหาคู่ และมันก็ตีปีกพึ่บๆลงจากยอดเขามา...ใกล้เข้ามา...ใกล้เข้ามา เราพากันแอบซุ่มอยู่อย่างระทึกใจ มาวิจะได้เป็นคนอยู่ข้างหน้า นั่นเป็นสิ่งที่พ่อบอกให้ทำ...พอมันมาถึงใกล้มาก พ่อก็หยุดตอด และขณะที่เจ้าไก่ตัวงามกำลังงุนงงสงสัยกับเสียงหยอกเอินที่เงียบหายไปนั้น...แน่ละมันหมุนตัว ส่ายตาไปมา...หางของมันยาว เหลืองสลับดำ ปีกมันแดงแซมเขียวจัด มันขันอย่างคึกคะนอง มาวิเล็งแล้ว...เล็งอีก เขาเล็งอย่างดีก่อนที่จะลั่นไก...&lt;br /&gt;เมื่อรู้ว่าไม่ว่ายังไงก็ตามเขากับตูรูเพื่อนรักก็จะต้องไปเข้าโรงเรียนตามที่ครูขี้เมาได้นำข่าวมาบอกกับพ่อแม่ของเด็กๆในหมู่บ้านกลางดง สิ่งที่มาวิคิดถึงคือปีนและการซุ่มยิงไก่ป่า แม้ว่ามาวิจะยังเด็กอยู่มาก แต่เขามีความชำนาญในการใช้ปีนเพื่อล่าเหยี่ยว และเชี่ยวชาญด้านการดักซุ่มยิงไก่ป่าเป็นอย่างดี มาวิเรียนรู้กฎกติกาของการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับป่าเหล่านี้มาจากผู้เป็นพ่อ ซึ่งเป็นคนรุ่นแรกที่เข้ามาบุกเบิกป่านี้เพื่ออยู่อาศัย และสอนให้ทุกๆคนในหมู่บ้านแห่งนี้อยู่กันอย่างไม่เบียดเบียนธรรมชาติ&lt;br /&gt;มาวิไม่มีโรงเรียนในจินตนาการ ในหัวของเขามีแต่คำถามว่าที่นั่นจะมีท้องฟ้ากว้างๆแบบที่บ้านของเขาไหม จะมีใครรู้จักวิธีล่าเหยี่ยวและไก่ป่าแบบเขารึเปล่า และทันทีที่มาวิรู้ว่าที่โรงเรียนไม่สนุก เขากับเพื่อนๆที่มาจากหมู่บ้านในดงกลายเป็นตัวประหลาดของเด็กๆในเมือง แล้วโรงเรียนก็มีแต่กฎระเบียบที่เขาเห็นว่าไม่ยุติธรรมเอาซะเลย รั้วสูงของโรงเรียน ความไกลของระยะทาง และความมืดของกลางคืนก็ไม่สามารถที่จะกีดกันไม่ให้เขาหนีออกจากที่นั่นได้&lt;br /&gt;แต่ว่าในที่สุดมาวิกับตูรูก็ต้องเดินทางกลับคืนสู่โรงเรียน คำพูดเพียงไม่กี่ประโยคของพ่อได้ปลุกให้สัญชาติญาณการเอาชนะ เพื่อที่จะปกป้องศักดิ์ศรีให้กับผู้เป็นพ่อในตัวของมาวิให้ตื่นขึ้นมาได้&lt;br /&gt;...บางทีอาจจะเป็นเพราะการเอาใจใส่เลี้ยงดูมาวิอย่างใกล้ชิดสนิทสนมของพ่อ ที่ทำให้พ่อรู้ว่าจะต้องทำยังไงมาวิจึงจะยอมกลับไปที่โรงเรียน และตั้งใจเรียนอย่างที่พ่อคาดหวัง เพราะไม่มีใครรู้จักมาวิดีเท่าพ่อ หรือไม่ มาวิก็เป็นลูกไม้ที่ตกไม่ไกลต้น...&lt;br /&gt;ตลอดเวลาที่อยู่ที่โรงเรียน มาวิค่อยๆเรียนรู้ที่จะปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม แต่ตลอดเวลามาวิคิดถึงแต่บ้าน คิดถึงป่า&lt;br /&gt;“ในชั่วโมงวาดเขียน เมื่อครูให้วาดรูปตามใจชอบ มาวิได้วาดรูปท้องทุ่งกว้าง มีดอกไม้บานสว่างไสว มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งกำลังเดินไปกลางทุ่ง เขาสะพายปืนด้วย เบื้องบนหัวของเขา เหยี่ยวภูเขากำลังโบยบิน และแทบเท้าของเขา ดอกทานตะวันป่าแต้มสีเหลืองพรายให้ทุ่งหญ้าและยอดเนิน”&lt;br /&gt;นอกจากการวาดรูปแล้วมาวิยังได้แสดงความชัดเจนในสิ่งที่เขาอยากเป็นด้วยการเขียนเรียงความในหัวข้อ ”ผมอยากเป็นนายพราน” ส่งคุณครู ในขณะที่เด็กคนอื่นๆมีความฝันมากมาย ทั้งตำรวจ นายอำเภอ คุณหมอ ทุกความฝันล้วนสวยงามเสมอ หากแต่มาวิยังคงยืนยันที่จะเป็นนายพรานเหมือนกับพ่อของเขา&lt;br /&gt;มาวิเป็นเด็กดื้อ แต่มาวิก็เป็นเด็กรักดี และหัวดี เขาได้รับคัดเลือกให้ไปเรียนต่อในเมือง แต่มาวิกลับส่ายหน้าปฏิเสธ เพราะรู้ว่าไปเรียนในเมืองจนจบมอสอสามก็ยังไม่มีใครสามารถ ”เป็น” ในอาชีพที่ตนเองได้วาดฝันเอาไว้ ได้ ทั้งหมอ นายอำเภอ และอีกหลายๆความฝันสีสวยของเด็กๆ ยิ่งเรียนสูงขึ้นไป ก็ยิ่งต้องแก่งแย่งแข่งขันกันมากยิ่งขึ้น&lt;br /&gt;แต่อาชีพ ”นายพราน” ของมาวิไม่มีคู่แข่ง และไม่มีการสอนในโรงเรียน&lt;br /&gt;มาวิเรียนรู้วิถีของป่ามาจากการใช้ชีวิตอยู่ในป่ากับพ่อของเขามาเป็นอย่างดีแล้ว ดังนั้นเขาจึงคิดว่าตนเองไม่จำเป็นต้องเรียนต่อ เพื่อต่อสู้แข่งขันกับคนอื่น&lt;br /&gt;ความเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ และรักในบ้านเกิดของตนเองได้ทำให้มาวิตัดสินใจในสิ่งที่พ่อและทุกๆคนไม่คาดคิดมาก่อนอีกครั้ง แต่ครั้งนี้พ่อของมาวิยอมรับได้แล้วกับสิ่งที่เขาได้เลือก&lt;br /&gt;เรื่องราวของมาวิ ไม่ได้เพียงแค่ชี้ให้เห็นถึงการปลูกฝังความคิดให้กับเด็กๆของคนที่เป็นผู้ใหญ่เท่านั้น หากแต่ทำให้ฉันอดที่จะตั้งคำถามไม่ได้ว่า จะมีคนพลัดถิ่นเข้ามาสู่เมืองสักกี่คน ที่มีสำนึกรักบ้านเกิดอย่างมาวิ&lt;br /&gt;..... ..... ..... .....&lt;br /&gt;ชื่อหนังสือ:ทุ่งหญ้าสีน้ำเงิน&lt;br /&gt;(รางวัลชมเชยประเภทบันเทิงคดีสำหรับเยาวชนก่อนวัยรุ่น จากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติปี 2521)&lt;br /&gt;นักเขียน:พิบูลศักดิ์ ละครพล&lt;br /&gt;จัดพิมพ์โดย:แพรวสำนักพิมพ์&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;--------------------------------&lt;br /&gt;" All Copyright©Nanthanatcha "&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;"ยิ้มให้กับความทุกข์  แล้วเราจะมีความสุขที่สุดในโลก"&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/18108709-7020334719405182393?l=prettynathalie.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/18108709/posts/default/7020334719405182393'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/18108709/posts/default/7020334719405182393'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://prettynathalie.blogspot.com/2007/06/blog-post_8087.html' title='มาวิ...เจ้าหนูหัวดื้อแห่งทุ่งหญ้าสีน้ำเงิน'/><author><name>Nathalie</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03717134047633747256</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='http://www.fileupyours.com/files/107866/06-001-ic-kitty1.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://bp1.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RnkxAKXKHZI/AAAAAAAAABI/aaKODl3Cd68/s72-c/%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B4.jpg' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-18108709.post-5060337732364391792</id><published>2007-06-20T20:33:00.000+07:00</published><updated>2007-06-20T20:33:22.183+07:00</updated><title type='text'>จงยิ้มให้กับความทุกข์  แล้วเราจะเป็นสุขที่สุดในโลก</title><content type='html'>&lt;a href="http://bp2.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/Rnkr6aXKHYI/AAAAAAAAAA8/PcCO8RggiK0/s1600-h/337258994_355ce68a6a.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5078138337345805698" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp2.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/Rnkr6aXKHYI/AAAAAAAAAA8/PcCO8RggiK0/s200/337258994_355ce68a6a.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt; เมื่อก่อนเวลาที่ฉันมีความทุกข์  ฉันก็มักที่จะคิดว่า  ตัวเองเป็นคนที่มีความทุกข์มากที่สุดในโลก &lt;br /&gt;เหมือนตัวเองต้องแบกเอาโลกทั้งใบเอาไว้คนเดียว  ไม่มีใครมาช่วยแบ่งเบา &lt;br /&gt;กะแค่เรื่องอกหัก  แมวตาย  หรืออะไรต่อมิอะไรมันไม่ได้เป็นไปตามที่ใจคาดหวัง &lt;br /&gt;ฉันก็ร่ำๆจะเป็นจะตายซะให้ได้   เปล่าประโยชน์ที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่อเป็นทุกข์&lt;br /&gt;ไม่ได้แตกต่างกับมนุษย์คนอื่นเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เวลานี้  ฉันก็ยังเป็นแบบนั้นอยู่  เพราะฉันยังเป็นแค่มนุษย์ตัวเล็กๆธรรมดา  เพียงแต่ว่า...&lt;br /&gt;ฉันเห็นคุณค่าของการมีชีวิตอยู่มากขึ้น &lt;br /&gt;ฉันดีใจที่ทุกวันนี้ยังมีโอกาสที่จะเลือกการมีชีวิตอยู่  ถึงแม้ว่าหลายๆครั้งจะต้องอยู่เพื่อที่จะเป็นทุกข์ก็ตาม&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;a href="http://bp3.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RnkrWqXKHXI/AAAAAAAAAA0/xyJSVf5P-_w/s1600-h/lover.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5078137723165482354" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp3.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RnkrWqXKHXI/AAAAAAAAAA0/xyJSVf5P-_w/s200/lover.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; เพราะโศกนาฏกรรมสึนามิเมื่อหลายปีก่อน  ทำให้ฉันได้รู้ว่า  การยังมีชีวิตอยู่มีคุณค่ามากแค่ไหน &lt;br /&gt;คนที่เสียชีวิตในโศกนาฏกรรมครั้งนั้น  เขาไม่มีโอกาสที่จะเลือกว่า  จะได้มีชีวิตอยู่ต่อไปหรือเปล่า &lt;br /&gt;ถึงแม้ว่าจะดิ้นรนเหนี่ยวรั้งสักแค่ไหนก็ตาม &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วทำไมฉันต้องทำลายชีวิตของฉันเองด้วยล่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนนี้เวลาที่ฉันทุกข์  ฉันจะพยายามที่จะยิ้มให้กับมัน  ไม่เอาตัวเองลงไปจมอยู่กับความทุกข์โศก&lt;br /&gt;เพราะว่าฉันไม่ได้แบกโลกใบนี้เอาไว้  แล้วฉันก็คงไม่ใช่คนสุดท้ายของโลกที่มีความทุกข์ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;a href="http://bp1.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/Rnkq-KXKHWI/AAAAAAAAAAs/BgsLWJa0va0/s1600-h/PL107~Teddy-Bear-Drying-Posters.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5078137302258687330" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp1.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/Rnkq-KXKHWI/AAAAAAAAAAs/BgsLWJa0va0/s200/PL107~Teddy-Bear-Drying-Posters.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;แค่เรายิ้มให้กับมันได้  ไม่ว่าปัญหามันจะหนักหนาสักแค่ไหน  มันก็จะเบาลง &lt;br /&gt;ยิ่งขบคิดวกวนอยู่กับปัญหา  ก็ยิ่งไม่มีสติ  พอไม่มีสติ  ก็ไม่มีปัญญาที่จะแก้ไข&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้น  เจอปัญหาที่หาทางออกไม่ได้เมื่อไหร่  ก็จงทำเป็นลืมมันไปซะ &lt;br /&gt;ไปเที่ยวเล่น  ไปใช้ชีวิตซะให้สาสม  แล้วค่อยกลับมาคิดใหม่วันหลังก็ยังได้ &lt;br /&gt;แต่อย่าเพิ่งทำลายชีวิตตัวเองก็แล้วกัน  เพราะนั่นจะแปลว่า...&lt;br /&gt; เรากำลังประเมินคุณค่าตัวเองผิดพลาดอย่างไม่สามารถให้อภัยได้&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;--------------------------------&lt;br /&gt;" All Copyright©Nanthanatcha "&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;"ยิ้มให้กับความทุกข์  แล้วเราจะมีความสุขที่สุดในโลก"&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/18108709-5060337732364391792?l=prettynathalie.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/18108709/posts/default/5060337732364391792'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/18108709/posts/default/5060337732364391792'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://prettynathalie.blogspot.com/2007/06/blog-post_7184.html' title='จงยิ้มให้กับความทุกข์  แล้วเราจะเป็นสุขที่สุดในโลก'/><author><name>Nathalie</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03717134047633747256</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='http://www.fileupyours.com/files/107866/06-001-ic-kitty1.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://bp2.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/Rnkr6aXKHYI/AAAAAAAAAA8/PcCO8RggiK0/s72-c/337258994_355ce68a6a.jpg' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-18108709.post-6640242098839577517</id><published>2007-06-19T01:43:00.000+07:00</published><updated>2007-06-19T01:50:25.550+07:00</updated><title type='text'>เรื่องของพูห์   หมีสมองเล็ก</title><content type='html'>&lt;a href="http://bp0.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RnbTjqXKHTI/AAAAAAAAAAU/JYEJvAoahK0/s1600-h/Picture+013.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5077478239527116082" style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; CURSOR: hand" alt="" src="http://bp0.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RnbTjqXKHTI/AAAAAAAAAAU/JYEJvAoahK0/s200/Picture+013.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;strong&gt;&lt;em&gt;เรื่องของพูห์-หมีสมองเล็ก&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;เดิมทีฉันรู้จักกับพูห์ในนามของหมีพุงโล ท่าทางใจดี เป็นมิตรกับทุกๆคนที่อยู่รอบข้าง มีเพื่อนมากมายอยู่ในป่าร้อยเอเคอร์ และมีเพื่อนรักเป็นหมูสีชมพูตัวน้อย ชื่อพิกเลต&lt;br /&gt;แต่ทันทีที่ฉันได้อ่าน “บ้านมุมพูห์” จบลง ฉันก็ได้รู้ว่าจริงๆแล้วพูห์มีอะไรที่น่าสนใจมากกว่าที่ฉันเคยคาดคิด ถึงแม้ว่าจะรู้สึกผิดอยู่เล็กๆที่ได้อ่านวรรณกรรมเล่มนี้ในวัยที่ไม่น่าจะเข้าใกล้กับอะไรที่ถูกจำกัดความว่าการ์ตูนและวรรณกรรมเด็กแล้วก็ตาม แต่ฉันก็ดีใจ ที่ฉันได้ทำความรู้จักกับตัวตนของพูห์ และยิ่งรู้สึกปลาบปลื้มเข้าไปใหญ่ เมื่อชายหนุ่มที่ยื่นหนังสือเล่มนี้ให้บอกว่าฉันมีอะไรหลายๆอย่างที่คล้ายกับพูห์ และหนังสือเล่มนี้ก็เป็นหนังสือเพียงเล่มเดียวที่สามารถทำให้นักดนตรีผู้ไม่รักอ่านอย่างเขาอ่านได้จบจนเล่มด้วยความเต็มใจ&lt;br /&gt;พูห์ร้องเพลงไม่เก่ง และแต่งเพลงไม่เอาไหน แต่ว่าพูห์ก็ชอบที่จะฮัมเพลงอยู่เป็นกิจวัตร และรักที่จะแต่งกวีนิพนธ์อยู่ตลอดเวลา&lt;br /&gt;&lt;em&gt;ที่ตรงนี้&lt;br /&gt;อบอุ่นดีมีแดดสดใส&lt;br /&gt;เป็นของพูห์&lt;br /&gt;ซึ่งไม่รู้จะทำอะไร&lt;br /&gt;อ้อ...ลืมไป&lt;br /&gt;ของพิกเลตก็เหมือนกัน&lt;br /&gt;และพูห์ก็มักจะถามพิกเลตเสมอว่าเพลงที่เขาแต่งเป็นยังไงบ้าง ถึงแม้ว่าพิกเลตจะไม่เคยให้คำตอบที่เป็นเรื่องจริงจังได้เลยสักครั้งก็ตาม&lt;br /&gt;“ฉันเพียงแต่นึกสงสัย จะเป็นยังไงนะถ้าเรากลับบ้านไปเดี๋ยวนี้เพื่อซ้อมร้องเพลงของนาย แล้วค่อยร้องให้อียอร์ฟังพรุ่งนี้ หรือ หรือวันถัดไป เมื่อเราบังเอิญเจอมัน”&lt;br /&gt;&lt;/em&gt;แล้วพูห์ก็มักจะทำตามที่พิกเลตบอกเสมอ เพราะพูห์ไม่เคยคิดว่าผู้เป็นเพื่อนจะแฝงเจตนาร้ายไว้ในถ้อยคำที่พูดจาต่อกัน ดังนั้นพูห์กับพิกเลตจึงไม่เคยมีเรื่องขัดแย้ง ทะเลาะเบาะแว้งกันเลยสักครั้ง&lt;br /&gt;ในป่าร้อยเอเคอร์จะมีอาวล์เป็นผู้รอบรู้ประจำป่า พูห์ยอมรับในความไม่รู้ของตัวเองด้วยการไปหาอาวล์เสมอเมื่อพบเจอกับเรื่องที่เกินความสามารถของตัวเอง มันรู้ว่ามันไม่สามารถที่จะอ่านข้อความที่คริสโตเฟอร์ โรบินเขียนไว้ที่หน้าประตูได้ พูห์จึงขอให้อาวล์ช่วยอ่าน เมื่อมันอยากเขียนคำอวยพรวันเกิดให้อียอร์ มันก็ขอให้อาวล์ช่วยจัดการให้ โดยไม่เคยคิดว่าการกระทำแบบนั้นของตนเองจะทำให้คนอื่นดูถูกว่ามันไม่ฉลาดเอาซะเลย พูห์ยอมรับในความฉลาดน้อยของตนเองอย่างจริงใจ&lt;br /&gt;พูห์รักเพื่อน เท่าๆกับที่รักตัวเอง เมื่อถูกคริสโตเฟอร์ โรบินถามคำถามยากๆที่ว่า...&lt;br /&gt;&lt;em&gt;“นายชอบทำอะไรที่สุดในโลก พูห์”&lt;br /&gt;&lt;/em&gt;...มันจำเป็นต้องหยุดคิด เพราะถึงแม้การกินน้ำผึ้งจะเป็นสิ่งที่น่าทำมาก แต่มันไม่รู้จะเรียกสิ่งนั้นว่าอะไร และแล้วมันจึงคิดว่า การอยู่กับคริสโตเฟอร์ โรบินเป็นสิ่งที่น่าทำมาก และการมีพิกเลตอยู่ใกล้ๆก็เป็นสิ่งที่อบอุ่นมาก ดังนั้น เมื่อคิดอย่างละเอียดดีแล้วมันจึงบอกว่า&lt;br /&gt;&lt;em&gt;“ที่ฉันชอบมากที่สุดในโลกนี้ทั้งโลกก็คือ ฉันกับพิกเลตไปหานาย และนายพูดว่า อะไรสักนิดหน่อยดีมั้ย? และฉันพูดว่า เอ้อ ฉันไม่รังเกียจอะไรนิดๆหน่อยๆหรอก นายก็เหมือนกันใช่มั้ยล่ะพิกเลต และวันนั้นก็เป็นวันที่ว่ามีเพลงลอยอยู่ข้างนอก และนกกำลังส่งเสียงร้อง”&lt;br /&gt;&lt;/em&gt;ถ้าพูห์ตอบว่ามันชอบการกินน้ำผึ้ง เพื่อนรักทั้งสองคนของมันก็จะเสียใจ แต่ถ้าหากพูห์ตอบว่าชอบไปหาคริสโตเฟอร์ โรบิน ก็มีจะมีพิกเลตที่รู้สึกเสียใจ และถ้าพูห์ตอบว่าชอบการอยู่กับพิกเลต คริสโตเฟอร์ โรบินก็จะรู้สึกเสียใจเช่นเดียวกัน ดังนั้นมันจึงพูดออกไปแบบนั้นได้ ทั้งๆที่สมองของมันเล็กมากเกินกว่าที่จะขบคิดอะไรที่ลึกซึ้งวกวนได้มากมายนัก&lt;br /&gt;พูห์สามารถที่จะรวบรวมสิ่งที่มันชอบที่สุดในโลกสามอย่างไว้ได้ในคำตอบเพียงคำตอบเดียว เพราะพูห์พูดออกไปตามที่พูห์รู้สึกนั่นเอง&lt;br /&gt;มีอะไรมากมายในตัวพูห์ที่พูห์ไม่เคยรู้ว่ามันเป็นแบบนั้นมาก่อน จนเมื่อวิถีชีวิตของมันต้องผ่านไปเจอกับอุปสรรคหรือปัญหา ความสามารถที่พูห์มีจะถูกแสดงออกมาด้วยสัญชาตญาณของมัน พูห์ไม่ทอดทิ้งเพื่อน ในวันที่เกิดน้ำท่วม พูห์ทุ่มเทช่วยเหลือพิกเลตเพื่อนตัวเล็กของมันอย่างสุดแรง นอกจากที่พูห์จะค้นพบสิ่งที่คริสโตเฟอร์ โรบินตั้งชื่อว่า”สมองพูห์”แล้ว มันยังค้นพบความกล้าหาญของตัวเองอีกด้วย&lt;br /&gt;หลังจากที่ฉันได้รู้จักพูห์มากขึ้น ฉันก็หลงรักพูห์อย่างถอนตัวไม่ขึ้น หลงรักในความสมองเล็ก หลงรักในความจริงใจ หลงรักในการยอมรับตัวเองของพูห์&lt;br /&gt;ฉันไม่ได้ถามเจ้าของหนังสือ”บ้านมุมพูห์”ที่อยู่ในมือ ว่าอะไรหลายๆอย่างในตัวฉันที่คล้ายพูห์นั้นมีอะไรบ้าง แต่ฉันก็ดีใจที่มีเสี้ยวหนึ่งของตัวตนที่ใกล้เคียงกับพูห์อยู่ แม้ว่าสิ่งนั้นจะหมายถึงการเป็นหมีที่สมองเล็กก็ตาม&lt;br /&gt;เพราะเป็นหมีสมองเล็ก ที่มีคนรักมหาศาล&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;...... ...... ...... ......&lt;br /&gt;&lt;em&gt;ตัวเอียง:คัดลอกจากหนังสือ&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;หนังสือ:บ้านมุมพูห์&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;จัดพิมพ์โดย:แพรวสำนักพิมพ์&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;(บความตีพิมพ์ : นิตยสารไอน้ำ ฉบับที่१९ ปี २५५०)&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;--------------------------------&lt;br /&gt;" All Copyright©Nanthanatcha "&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;"ยิ้มให้กับความทุกข์  แล้วเราจะมีความสุขที่สุดในโลก"&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/18108709-6640242098839577517?l=prettynathalie.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/18108709/posts/default/6640242098839577517'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/18108709/posts/default/6640242098839577517'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://prettynathalie.blogspot.com/2007/06/blog-post_19.html' title='เรื่องของพูห์   หมีสมองเล็ก'/><author><name>Nathalie</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03717134047633747256</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='http://www.fileupyours.com/files/107866/06-001-ic-kitty1.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://bp0.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/RnbTjqXKHTI/AAAAAAAAAAU/JYEJvAoahK0/s72-c/Picture+013.jpg' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-18108709.post-2485248290389323643</id><published>2007-06-18T23:47:00.000+07:00</published><updated>2007-06-19T01:40:08.421+07:00</updated><title type='text'>นาฎกรรมเมืองหรรษา...ว่าด้วยการเต้นรำของโชคชะตา</title><content type='html'>&lt;a href="http://bp0.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/Rna4uqXKHSI/AAAAAAAAAAM/oRFWXt7WdXY/s1600-h/à¸à¸²à¸à¸à¸£à¸£à¸¡à¹à¸¡à¸·à¸&amp;shy;à¸à¸«à¸£à¸£à¸©à¸².jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5077448741691727138" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://bp0.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/Rna4uqXKHSI/AAAAAAAAAAM/oRFWXt7WdXY/s200/%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%8F%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A9%E0%B8%B2.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;&lt;em&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;นาฏกรรมเมืองหรรษา-ว่าด้วยการเต้นรำของโชคชะตา&lt;/span&gt;&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;ภาพของฝูงชนที่พากันหอบหิ้วสัมภาระพะรุงพะรัง ยื้อแย่งกันจับจองรถโดยสารประเภทต่างๆเพื่อมุ่งหน้าออกจากกรุงเทพมหานคร ในช่วงที่มีวันหยุดยาวตามเทศกาลต่างๆ ทำให้ฉันรู้ว่า จริงๆแล้วประชากรที่แออัดกันอยู่ในกรุงเทพฯนั้น ไม่ได้มีภูมิลำเนาอยู่ที่นี่ หากแต่เดินทางมาจากทั่วทุกสารทิศของประเทศไทย แล้วกลับไปใช้ชีวิตที่บ้านเกิดอีกครั้งเพียงปีละไม่กี่วันเท่านั้น &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;แล้วเมืองเล็กๆที่มีพื้นที่เพียงไม่กี่ตางรางกิโลเมตรที่ชื่อกรุงเทพฯมีอะไรดีนักหนา ทุกคนถึงได้โหยหาทะยานอยากที่จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของประชากรที่ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดไปวันๆที่นี่กันนัก&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;“ฉันคนหนึ่งล่ะที่รู้สึกไม่ค่อยสนุกนักกับการดำเนินชีวิตอยู่บนการยื้อแย่งแข่งขัน” &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;em&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;**กิจวัตรยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง... เขายังคงตื่นนอนเวลาเดิม ขับมอเตอร์ไซด์ฝ่าการจราจรอันแสนสาหัสบนถนนเส้นเดิมๆ เร่งรีบไปให้ทันเวลาเข้าเวร จากนั้นก็ก้มหน้าก้มตาทำงาน &lt;/span&gt;&lt;/em&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;นี่เป็นเพียงหนึ่งฉากอันซ้ำซากของมนุษย์เงินเดือนซึ่งสามารถมองเห็นได้ชัดด้วยตาเปล่า แต่ยังมีอีกหลายฉากที่เกิดขึ้นซ้ำซากในจิตใจซึ่งไม่มีใครสามารถมองเห็นมันได้ชัดเจนเท่าผู้ที่เป็นเจ้าของชะตากรรม ไม่ว่าจะเป็นการอิจฉาริษยากันในองค์กร การแข่งขันกันประจบสอพลอเพื่อตำแหน่งและเงินเดือนที่สูงขึ้น การถูกกดขี่จากผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่าโดยไม่สามารถปริปากบ่นและเรียกร้องความยุติธรรม &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;...เป็นการเอาความศิวิไลซ์ของชีวิตตนเองเข้ามาให้คนอื่นย่ำยีโดยแท้ &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;ถึงแม้ว่าฉันจะต้องพบเจอชะตากรรมที่ซ้ำซากแบบนี้ในที่ทำงานอยู่บ้าง แต่ก็นับว่าโชคดีกว่าคนอื่นๆอยู่ไม่น้อย ที่พระเจ้าส่งให้ฉันมาเกิดและเติบโตอยู่ในเขตชานเมืองของเขา ที่นี่ทำให้ฉันไม่ต้องอุดอู้อาศัยอยู่ในห้องเช่าคับแคบที่ห้ามเปิดเพลงเสียงดัง ได้กินกับข้าวฝีมือแม่ที่อร่อยและปลอดภัยกว่าอาหารสำเร็จรูปที่ขายกันอยู่เกลื่อนกลาด มีเสียงนกร้อง ไก่ขันปลุกทุกเช้าโดยที่ไม่ต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก เพราะการแผดเสียงจากมอเตอร์ไซด์ของบรรดาเด็กแว้นท์* อยากอยู่เงียบๆเพื่อคิดอะไรเพลินๆเมื่อไหร่ก็แค่แวะไปที่สวนผลไม้ ไม่ต้องไปเสาะหามุมปลอดคนในร้านกาแฟของศูนย์การค้าแล้วตั้งชื่อมันว่า”มุมสงบ”ทั้งๆที่มันอีกทึกสิ้นดี ฉันโชคดีที่มีโอเอซิสท่ามกลางทะเลทรายอันแล้งไร้น้ำใจให้กับผู้อื่นเป็นของตัวเอง ทำให้บรรเทาความเหนื่อยล้าในการดำเนินชีวิตในเมืองแห่งนี้ลงไปได้มาก ซึ่งต่างจากคนอื่นๆที่เลือกทอดทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิด เข้ามาลงหลักปักฐานอยู่ที่นี่เพราะหวังที่จะตั้งตัวได้ แต่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปสักกี่ปี ก็ยังต้องอาศัยซุกหัวนอนอยู่ในพื้นที่ไม่ถึงสิบตารางเมตรเหมือนเก่า ด้วยคำจำกัดความของการ”เช่า”ทำให้ต้องถูกจำกัดจำเขี่ยไปซะทุกกระเบียดนิ้ว ทำให้ต้องหิ้วตัวเองออกไปตะลอนหาเสรีภาพในการกินการใช้อยู่ที่ศูนย์การค้าช่วงวันหยุด รวมกับเพื่อนร่วมชะตากรรมอีกนับไม่ถ้วน&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;ไม่บ่อยนักที่คนสมาธิสั้นมากๆอย่างฉันจะอ่านหนังสือสักเล่มได้แบบรวดเดียวจบ และ”นาฏกรรมเมืองหรรษา” ก็เป็นอีกหนึ่งในจำนวนหนังสือไม่กี่เล่มที่ฉันสามารถทำได้สำเร็จ ซึ่ง ชาติวุฒิ บุณยรักษ์ คนที่เขียนหนังสือเล่มนี้ได้เล่าให้เห็นถึงสภาพความเป็นอยู่ มุมมอง รวมไปถึงความรู้สึกนึกคิดของคนที่ต้องดำรงชีวิตอยู่ในเมืองเล็กๆ อันแสนแออัดไปด้วยจำนวนประชากร และอัตคัดขาดแคลนซึ่งความเห็นอกเห็นใจของเพื่อนร่วมสังคมแห่งนี้ได้อย่างชัดเจน &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;em&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;**เพราะโลก...ไม่เหมือนก่อน &lt;/span&gt;&lt;/em&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;em&gt;**เคยชินอันเกิดจากการกระทำซ้ำๆจากสื่อที่ตอกย้ำข่าวสารโศกนาฏกรรมในรูปแบบต่างๆทั้งเช้าเย็น ผ่านหน้าหนังสือพิมพ์ ผ่านจอโทรทัศน์ แทรกมากับคลื่นวิทยุ กระทั่งในเครือข่ายอินเตอร์เน็ต...&lt;/em&gt; อีกทั้งยังมีความแปลกที่ ต่างถิ่นของซึ่งกันและกัน เป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่ทำให้ผู้คนแปลกหน้าที่เบียดเสียดยัดเยียดกันอยู่ในเมืองนี้ เต็มไปด้วยความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ และดูดายต่อความทุกข์ทน เจ็บปวดของผู้อื่น &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;ยังจะมีอีกมั้ยคนที่มีน้ำใจ กดลิฟท์รอคนอื่นอย่างในหนังโฆษณาบนจอทีวี &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;ยังจะมีอีกมั้ยผู้ชายที่เข้มแข็ง พอที่จะเสียสละที่นั่งบนรถโดยสารให้เด็ก สตรี และคนชรา โดยไม่ต้องติด ป้ายประจานสามัญสำนึกว่า “กรุณาเอื้อเฟื้อ...&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;” ยังจะมีอีกมั้ยคนที่ยิ้มให้ แล้วพูดคำว่าขอบคุณ ขอโทษ และไม่เป็นไรกับเพื่อนร่วมสังคม &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;หรือว่า...ความเจริญทางวัตถุที่เข้ามาได้ทำลายความดีงามในจิตใจของมนุษย์ลงไปพร้อมๆกัน? และในความซ้ำซากของวงจรการดำเนินชีวิตในแต่ละวันก็ได้แฝงเร้นเรื่องผจญภัยอันน่าตื่นเต้นไว้อย่างแนบเนียน ซึ่งเป็นผลมาจากการดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดของตนเองเป็นใจความสำคัญ ฉันเปิดหน้าหนังสือขึ้นมาอีกครั้ง และก้มหน้าอ่านอย่างตั้งใจในโมงยามที่รู้สึกว่าพลังชีวิตเริ่มที่จะอ่อนล้า ต้องการเยียวยาตัวเองให้พ้นจากสภาพคล้ายเครื่องจักรของเมืองหลวง แล้วหนังสือเล่มนี้ก็บอกกับฉันว่า...&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;“ไม่ได้มีแค่ฉันคนเดียว ที่ไม่สามารถกำหนดจังหวะให้กับการเต้นรำของโชคชะตาตนเอง” &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;----------&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;em&gt;*เด็กแว้นท์ หมายถึง วัยรุ่นที่ชอบนำรถมอเตอร์ไซด์ซึ่งผ่านการดัดแปลง แต่งเครื่องยนต์ให้มีเสียงดังกว่าปรกติ ออกมาขับแข่งกันบนถนนหลวงเวลากลางคืน โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ &lt;/em&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;**ตัวเอียง คัดลอกจากหนังสือ&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;ชื่อหนังสือ...นาฏกรรมเมืองหรรษา&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;นักเขียน...ชาติวุฒิ บุณยรักษ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(บทความตีพิมพ์ นิตยสาร คอ คน ฉบับเดือน พฤษภาคม 2550)&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;--------------------------------&lt;br /&gt;" All Copyright©Nanthanatcha "&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;"ยิ้มให้กับความทุกข์  แล้วเราจะมีความสุขที่สุดในโลก"&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/18108709-2485248290389323643?l=prettynathalie.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/18108709/posts/default/2485248290389323643'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/18108709/posts/default/2485248290389323643'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://prettynathalie.blogspot.com/2007/06/blog-post.html' title='นาฎกรรมเมืองหรรษา...ว่าด้วยการเต้นรำของโชคชะตา'/><author><name>Nathalie</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03717134047633747256</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='http://www.fileupyours.com/files/107866/06-001-ic-kitty1.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://bp0.blogger.com/_G6WhE4apqJ8/Rna4uqXKHSI/AAAAAAAAAAM/oRFWXt7WdXY/s72-c/%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%8F%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A9%E0%B8%B2.jpg' height='72' width='72'/></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-18108709.post-117553758855853201</id><published>2007-04-03T01:05:00.000+07:00</published><updated>2007-04-03T01:13:08.563+07:00</updated><title type='text'>เรื่องเล่าของการเดินทาง</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/x/blogger/1008/1764/1600/102537/lover.jpg"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/x/blogger/1008/1764/320/305592/lover.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; &lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;em&gt;เรื่องเล่าของการเดินทาง&lt;br /&gt;&lt;/em&gt;&lt;/span&gt;                &lt;span style="font-size:130%;"&gt;ทุกครั้งที่ฉันรู้สึกว่าตัวเองกำลังตกอยู่ในภาวะอารมณ์ที่พร้อมจะตะโกนใส่หน้าทุกคน  ที่ได้เฉียดผ่านเข้ามาในรัศมีของการมีปฏิสัมพันธ์  ฉันจะเก็บเสื้อผ้าเท่าที่จำเป็นใส่กระเป๋า  แล้วมุ่งหน้าเดินทางสู่ทะเล  และนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกของการเดินทางมาทะเลคนเดียวอย่างกะทันหัน  เพียงเพื่อที่จะได้มานั่งกอดเข่าบนผืนทรายแล้วทอดสายตาออกไปไกลในเวิ้งน้ำสีครามตรงหน้า  คล้ายกำลังจับจ้องอยู่ที่บางสิ่งบางอย่างซึ่งฝังตัวอยู่ที่ปลายสุดของเส้นขอบฟ้า  แต่แท้จริงแล้วเหตุผลของการเดินทางของฉันก็คือการตามหาอะไรบางอย่าง &lt;br /&gt;“อะไร”ที่ฉันเองก็ยังไม่รู้ว่าควรที่จะเรียกมันว่าอะไรดี&lt;br /&gt;แม้ว่าเงื่อนไขของหลายๆอย่างในชีวิต  จะทำให้ฉันได้มีโอกาสทำตัวเป็นนักเดินทางได้ไม่บ่อยนัก  แต่หากจะเทียบกับอีกหลายๆคนที่หมกมุ่นอยู่กับการตั้งเงื่อนไขให้กับชีวิตของตัวเองแล้วล่ะก็  จำนวนความถี่ของการเดินทางและความแปลกต่างของสถานที่ก็นับว่าไม่เลวนัก  และโดยส่วนมากฉันก็มักที่จะเดินทางเพียงลำพัง&lt;br /&gt;ด้วยรู้ดีว่าเป็นคนเอาแต่ใจอย่างร้ายกาจ  ฉันจึงไม่ขวนขวายที่จะหาใครสักคนร่วมทางไปด้วยกัน  เพราะนั่นมันอาจหมายถึงการลงมือทำลายบรรยากาศของการเดินทางด้วยตัวเอง&lt;br /&gt;การเดินทางคนเดียวของฉันในครั้งนี้มีที่มาจากความจริงของการใช้ชีวิตประจำวันอยู่ร่วมกับคนอื่นข้อที่ว่า  ยิ่งพูดกันมากขึ้น  ยิ่งเข้าใจไม่ตรงกันมากขึ้น&lt;br /&gt;ทั้งๆที่เราสองคน(ฉันกับคนที่เคยวางแผนไว้ว่าจะแต่งงานกันในปีนี้)เคยประทับใจในหนังเรื่องเดียวกัน  มีเพลงโปรดชื่อซ้ำกัน  ชอบนั่งมองฟ้าในเวลากลางคืนเหมือนๆกัน  ตลอดจนมีคำตอบเดียวกันเมื่อถูกถามว่าอยากได้ของวิเศษชิ้นไหนของโดราเอม่อนโดยไม่ได้นัดหมาย  แต่เมื่อเราตกลงใช้เวลาอยู่ร่วมกันมากขึ้น  เพื่อที่จะเรียนรู้ทำความรู้จักซึ่งกันและกันให้มากขึ้นก็พบว่า  ยิ่งเราพูดคุยกันมากเท่าไหร่  ก็ยิ่งทำให้เราสองคนมีเรื่องถกเถียง  ชวนทะเลาะได้เยอะเท่านั้น  ยิ่งอยากจะทำความเข้าใจ  ก็ยิ่งกลับกลายเป็นความขัดแย้ง  และตลอดระยะเวลากว่าหกปีของการคบหาและอยู่ร่วมกันมานั้น  ไม่เคยมีสักครั้งที่เราได้ร่วมกันเดินทาง  ทั้งๆที่เราต่างก็กำลังเดินอยู่บนถนนเส้นเดียวกันก็ตาม&lt;br /&gt;ฉันเชื่อว่ารสชาติของช็อคโกแลตเป็นสิ่งที่ต้องชิมด้วยตัวเอง  เมื่ออยากรู้ว่าช็อคโกแลตชิ้นที่หยิบขึ้นมานั้นหวานหรือไม่  ทางเดียวที่จะรู้ได้ก็คือใส่มันลงในปาก  และเป็นเรื่องยากที่จะอธิบายบอกต่อให้คนอื่นเข้าอกเข้าใจ  ซาบซึ้งไปกับรสชาติที่เราได้สัมผัสเช่นเดียวกันกับการเดินทาง  อยากเห็นที่ไหนก็ต้องเดินทางไปให้เห็นกับตา  การนั่งฟังคนอื่นเล่าถึงเรื่องปีนเขา  มันไม่สนุกเท่าได้ไปไถลล้มด้วยตัวเอง  แม้ว่าอาจจะปีนป่ายได้ไม่ถึงที่หมาย  ไม่ได้เห็นวิวสวยที่ทุกๆคนพูดถึง  แต่มิตรภาพและน้ำใจของคนที่ได้พบระหว่างทางก็ต้องทำให้จดจำการเดินทางทริปนั้นได้ไปอีกนานโดยไม่ต้องตั้งใจ&lt;br /&gt;สำหรับเราสองคน(ฉันกับคนที่เคยวางแผนไว้ว่าจะแต่งงานกันในปีนี้)เขาเป็นฝ่ายที่พูดถึงการเดินทางได้ไม่ขาดปาก  ตั้งแต่วันแรกที่ได้รู้จักกัน  จนถึงวันบอกลาที่ได้มองหน้ากันแบบไม่ค่อยเต็มตานักเป็นครั้งสุดท้าย  เขาก็ยังคงจดจ่ออยู่กับการเดินทางที่สวยหรูในแบบของตัวเอง  เป็นการเดินทางบนถนนสายความฝันอันมีหมุดหมายอยู่ที่การได้ทำอัลบั้มกับค่ายเพลงใหญ่&lt;br /&gt;วันแรกที่รู้จักกันฉันนั่งฟังเขารำพึงเล่าถึงแผนการเดินทางอย่างตื่นเต้น  และในวันที่จากลานั้นฉันก็ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมผู้ชายคนนี้ถึงยังเดินทางไม่ถึงจุดหมายปลายทางที่วางไว้สักที  ก็เพราะเขายังไม่เคยคิดที่จะเก็บเสื้อผ้าลงกระเป๋าด้วยซ้ำไป &lt;br /&gt;การเดินทางบนถนนสายความฝันไม่ใช่เรื่องง่ายดาย  โดยเฉพาะบนสายของความฝันที่มีเพื่อนร่วมทางคับคั่งอย่างการทำอัลบั้มในปัจจุบัน  แค่พรสวรรค์  ความสามารถ  และประสบการณ์ที่ติดตัวมาของแต่ละคนยังไม่เพียงพอหรอกที่จะนำไปสู่การทำอัลบั้มเพลงให้ประสบความสำเร็จสักชุด  แม้ว่าจะมีทุนทรัพย์เป็นจำนวนเงินมากพอที่จะทำอัลบั้มนั้นด้วยตัวเองก็ตาม  ในยุคที่ผู้บริโภคให้ค่ากับเสียงร้องและความสามารถของศิลปินเป็นรองความหน้าตาดีอยู่นิดหน่อย  ความเป็นจริงข้อนี้ฉันคิดว่าไม่จำเป็นต้องทำงานคลุกคลีอยู่ในวงการก็น่าจะดูออก  ในเมื่อเพื่อนร่วมทางมีมากกว่ายวดยานพาหนะที่รองรับเพื่อที่จะนำพาไปสู่จุดหมายปลายทาง  การแข่งขันกันเพื่อที่จะได้เป็นผู้โดยสารก็ย่อมมีสูงตามไปด้วย  คนที่ได้เปรียบก็คือคนที่มีความสมบูรณ์พร้อมมากที่สุดอยู่ในตัวเอง  แต่คนที่มีความพร้อมน้อยกว่าก็สามารถเดินทางไปสู่จุดหมายปลายทางเดียวกันนั้นได้เช่นกัน  หากรู้จักที่จะใช้ความพยายาม  เลี่ยงไปใช้การเดินทางด้วยวิธีอื่น  ที่สะดวกน้อยกว่า  ดูดีน้อยกว่า  การเดินทางลำบากกว่า  ใช้เวลาในการเดินทางที่มากกว่าแต่ว่าสามารถที่จะไปถึงจุดหมายได้เหมือนๆกัน&lt;br /&gt;แต่เขาเป็นคนที่ยึดมั่นถือมั่นอยู่กับรูปแบบการเดินทางที่ตัวเองเลือก  กำหนดแม้กระทั่งยวดยานลำที่จะขับเคลื่อนพาไปสู่ที่หมาย  ตลอดจนคิดว่าประสบการณ์และความสามารถพิเศษอันเปรียบได้กับข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวอันพึงมี  ก็เป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องใช้ในการเดินทาง  ให้ค่ากับตัวเองมากเสียจนไม่รู้ว่า  บางทีนั่นอาจจะหมายถึงการดูถูกสติปัญญาตัวเองไปพร้อมๆกันก็ได้  เพราะปฏิเสธที่จะยอมรับว่าโลกใบที่แต่ละคนสามารถวาดฝันตามอำเภอใจกับโลกใบที่ต้องใช้ชีวิตอยู่จริงเป็นคนละเรื่อง  คนละโลก  และจากวันนั้นที่เขาเล่าถึงแผนการเดินทางอันสวยหรูที่มุ่งไปสู่การทำอัลบั้มให้ฉันฟัง  จนถึงวันนี้เขาก็ยังคงยืนอยู่ที่เก่า  คือการเป็นนักดนตรีกลางคืนที่ไม่ค่อยมีงานมากนัก  และมักจะต้องออกตระเวนหาร้านใหม่ในทุกๆสองสัปดาห์  เพราะความมั่นใจว่าเพลงที่ตัวเองเลือกมาเล่นให้แขกฟังนั้นดีมากอยู่แล้ว &lt;br /&gt;อีกเหตุผลหนึ่งของการเดินทางคนเดียวของฉันก็คือ  ฉันไม่ค่อยจะได้วางแผนการให้กับการเดินทางของตัวเองสักเท่าไหร่  รู้แค่ต้องทำยังไงก็ได้(แต่ต้องไม่ทำให้ใครต้องเดือดร้อน)เพื่อให้ไปถึงจุดหมายของการเดินทางที่ได้วางไว้  บ่อยครั้งที่ต้องตระเวนหาที่พักอยู่หลายแห่งด้วยความที่ไม่ได้จองไว้ล่วงหน้าก็เลยไม่มีที่ว่างเหลือให้ซุกหัวนอน  และฉันไม่ค่อยชอบบอกเล่าถึงจุดมุ่งหมายต่อไปที่ตัวเองจะออกเดินทางให้ใครฟัง  ด้วยรู้ตัวว่าเป็นคนเอาแน่นอนอะไรไม่ค่อยได้  และความที่โลกยังคงหมุนไปตามแรงเหวี่ยงของตัวมันเอง  ก็เป็นสิ่งที่บอกกับฉันว่า  คนเราไม่ได้เกิดมาเพื่อที่จะกำหนดกฎเกณฑ์ทุกสิ่งทุกอย่างได้&lt;br /&gt;เช่นเดียวกันกับการเดินทางบนถนนสายความฝันของฉันอันมีหมุดหมายอยู่ที่การได้เขียนหนังสือ  แม้ว่าตอนนี้ฉันจะมีชื่อแทนตัวที่ตนเองตั้งขึ้นอยู่บนปกพ็อคเก็ตบุ๊คเล่มเล็กๆที่ตัวเองเขียนเองทั้งหมดแล้วก็ตาม  แต่ฉันก็ยังไม่มั่นใจมากพอที่จะบอกกำหนดของเล่มต่อไปให้ใครฟัง  แม้กระทั่งกับตัวเอง &lt;br /&gt;เรื่องที่ฉันอยากจะเล่าอย่างภูมิใจ  คือเรื่องราวรายทางที่ฉันได้ผ่านมา  แม้ว่าฉันต้องหกล้มหลายครั้ง  และระหว่างทางมีหลายคนจดจ้อง  ลงมือผลักไส  ลอบทำร้ายกันอยู่หลายหน  แต่เมื่อผ่านพ้นมาได้  อุปสรรคพวกนั้นก็ทำให้ฉันภาคภูมิใจกับสิ่งที่ตัวเองได้ลงมือทำมากขึ้นไปอีก&lt;br /&gt;เหตุผลของการมักลงมือทำสิ่งต่างๆโดยขาดการยั้งคิดในบางครั้งมันถูกหล่อหลอมมาจากอะไร  ฉันเองก็ยังไม่แน่ใจนัก  แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันแน่ใจในวันนี้ก็คือ  ความรักเพียงอย่างเดียวไม่มีน้ำหนักมากพอที่จะถ่วงการใช้ชีวิตคู่ของคนสองคนที่มาจากพื้นฐานครอบครัวและสังคมคนละแบบให้สมดุลและยืนยาว &lt;br /&gt;แม้ว่าวันนี้ฉันจะรู้สึกท้อแท้หมดเรี่ยวแรงกับการที่จะต้องเดินทางต่อไปเพียงลำพังบนถนนสายของการใช้ชีวิตที่เหลือก็ตาม  แต่ไม่ว่ายังไงฉันก็ไม่รู้สึกถอดใจกับการมีชีวิตอยู่  อีกทั้งฉันยังไม่รู้ว่าอะไรที่ฉันกำลังตามหานั้นอยู่ที่ไหน  และยังไม่รู้ว่าจะเรียก “อะไร”นั่นว่าอะไรดีด้วย  บางทีสิ่งที่ฉันกำลังตามหาอาจจะหมายถึงการแสวงหาคุณค่าของการมีชีวิตอยู่   หรือความคุ้มค่าของการได้เกิดมาเป็นคนในชาติภพนี้ก็ได้  แต่อย่างน้อยที่สุดการเดินทางมาตั้งหลักที่ทะเลตรังคนเดียวในครั้งนี้  ทำให้ฉันมองเห็นข้อดีของยอมปล่อยมือจากคนที่เคยวางแผนไว้ว่าจะแต่งงานกันในปีนี้ชัดเจนขึ้น  ว่ามันคือการเลิกทำลายบรรยากาศของการเดินทางด้วยตัวเองซะที&lt;br /&gt;....                                            ....                                            ....                                            ....&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;All Rights Reserved.&lt;br /&gt;2006 Copyright©Nanthanatcha Cheusuwan&lt;br /&gt;------------------------------------------&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;"ยิ้มให้กับความทุกข์  แล้วเราจะมีความสุขที่สุดในโลก"&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/18108709-117553758855853201?l=prettynathalie.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/18108709/posts/default/117553758855853201'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/18108709/posts/default/117553758855853201'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://prettynathalie.blogspot.com/2007/04/blog-post.html' title='เรื่องเล่าของการเดินทาง'/><author><name>Nathalie</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03717134047633747256</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='http://www.fileupyours.com/files/107866/06-001-ic-kitty1.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-18108709.post-116790299737954496</id><published>2007-01-04T15:52:00.000+07:00</published><updated>2007-01-04T16:29:57.410+07:00</updated><title type='text'>เตียงเดียวกัน...ฝันถึงใคร</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/x/blogger/1008/1764/1600/406893/1145462036.jpg"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/x/blogger/1008/1764/320/551789/1145462036.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:180%;"&gt;&lt;em&gt;นอนฟังเสียงลมหายใจของกันและกัน...ใกล้ๆ&lt;/em&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:180%;"&gt;&lt;em&gt;แต่กลับไม่ใช่คนเดียวกันที่อยู่ในความฝัน&lt;/em&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:180%;"&gt;&lt;em&gt;เป็นคนอื่นที่ลืมตาตื่นก้อลืม ไม่ผูกพัน&lt;/em&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:180%;"&gt;&lt;em&gt;แต่เพียงพยางค์เดียวที่เธอเรียกคนนั้น...&lt;/em&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:180%;"&gt;&lt;em&gt;...รู้ไหมมันทำให้ฉันรู้สึกยังไง&lt;/em&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:180%;"&gt;&lt;em&gt;ไม่ได้เสียใจ  หรือปวดปร่า&lt;/em&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:180%;"&gt;&lt;em&gt;มีเพียงความรู้สึกเหว่ว้าในน้ำตาที่ไหล&lt;/em&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:180%;"&gt;&lt;em&gt;เพราะเป็นฉันลำพังที่ในฝันยังไม่มีใคร&lt;/em&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:180%;"&gt;&lt;em&gt;เธอที่นอนอยู่ใกล้ๆยังไม่อยู่ในอ้อมอดของใจฉันเลย&lt;/em&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:180%;"&gt;&lt;em&gt;&lt;/em&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:180%;"&gt;&lt;em&gt;       เช้าของวันที่สี่ มกรา ที่ห้องพักย่านรัชโยธิน "ใบข้าว"&lt;/em&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;All Rights Reserved.&lt;br /&gt;2006 Copyright©Nanthanatcha Cheusuwan&lt;br /&gt;------------------------------------------&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;"ยิ้มให้กับความทุกข์  แล้วเราจะมีความสุขที่สุดในโลก"&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/18108709-116790299737954496?l=prettynathalie.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/18108709/posts/default/116790299737954496'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/18108709/posts/default/116790299737954496'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://prettynathalie.blogspot.com/2007/01/blog-post.html' title='เตียงเดียวกัน...ฝันถึงใคร'/><author><name>Nathalie</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03717134047633747256</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='http://www.fileupyours.com/files/107866/06-001-ic-kitty1.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-18108709.post-116741750222104881</id><published>2006-12-30T01:33:00.000+07:00</published><updated>2006-12-30T01:38:22.226+07:00</updated><title type='text'>บทกวีต้อนรับ ด.ญ.พรอักษร แสนยะมูล "ต้นฉบับ"</title><content type='html'>&lt;div align="center"&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/x/blogger/1008/1764/1600/56472/porn.jpg"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/x/blogger/1008/1764/400/59406/porn.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;เป็นคนเขียนกวีไม่เอาไหน&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;แต่อยากเขียนให้...ให้นางฟ้าน้อยๆ&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ผู้เป็นต้นฉบับนับเป็นขวัญถุงอันเลิศลอย&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ของพ่อกุดจี่น้อยกับแม่มะเหมี่ยวที่เกี่ยวใจ&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ขอฝันดี อารมณ์ดี  เป็นที่ตั้ง&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;เป็นพลังเป็นเรี่ยวแรงเป็นท้องฟ้าใสใส&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;เติบโตเป็นเจ้าหญิงผู้พร้อมด้วยสิ่งรื่นเริงใจ&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ขอความสุขอยู่กับ"แสนยะมูล"ตลอดไปนะขวัญเอย&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;"เขียนสดบนเว็บ ในคืนกลางฤดูหนาวที่ 29 ธันวา 2549  โดย ใบข้าว"&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;All Rights Reserved.&lt;br /&gt;2006 Copyright©Nanthanatcha Cheusuwan&lt;br /&gt;------------------------------------------&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;"ยิ้มให้กับความทุกข์  แล้วเราจะมีความสุขที่สุดในโลก"&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/18108709-116741750222104881?l=prettynathalie.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/18108709/posts/default/116741750222104881'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/18108709/posts/default/116741750222104881'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://prettynathalie.blogspot.com/2006/12/blog-post_30.html' title='บทกวีต้อนรับ ด.ญ.พรอักษร แสนยะมูล &quot;ต้นฉบับ&quot;'/><author><name>Nathalie</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03717134047633747256</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='http://www.fileupyours.com/files/107866/06-001-ic-kitty1.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-18108709.post-116672407812301909</id><published>2006-12-22T00:29:00.000+07:00</published><updated>2006-12-22T01:01:18.363+07:00</updated><title type='text'>สามสิบสามวันที่ฉันนอนคนเดียว</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/x/blogger/1008/1764/1600/612622/images1.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; WIDTH: 245px; CURSOR: hand; HEIGHT: 329px" height="129" alt="" src="http://photos1.blogger.com/x/blogger/1008/1764/400/390863/images1.jpg" width="149" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;...ป่านนี้ เธอคงกำลังเดินทางกลับบ้าน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;หรือไม่ก้อเถลไถลคุยเล่นอยู่กับเพื่อน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;หลังจากที่เล่นดนตรีเสร็จ...&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;"ในขณะที่ฉัน ยังไม่รู้สึกง่วงเลยสักนิด"&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;สามสิบสามวันแล้ว แต่ยังไง...&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;"ฉันก้อยังไม่รู้สึกชิน"&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;กับการไม่ต้องรอใครสักคนให้กลับมาถึงบ้าน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;"ในเวลากลางดึกแบบนี้"&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;รู้สึกแปลกๆเวลาพลิกตัวไป แล้วไม่เจอใครอีกคน &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;นอนหลับอยู่ข้างๆกัน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;น่าแปลกเนอะ...&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ทั้งๆที่เหตุการณ์แบบนี้มันเคยเกิดขึ้นกับเราทั้งสองคนมาแล้ว&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;เมื่อหลายปีก่อน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;บางที...ฉันอาจจะ"พยายาม"กับเรื่องของเราครั้งนี้มากเกิดไป&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;เกือบสองอาทิตย์ที่ฉันปิดมือถือ ดึงสายโทรศัพท์บ้านออก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;เพราะฉันรู้ว่า เธอคงไม่โทรมาง้อฉันแน่ๆ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ทั้งๆที่เธอเคยง้อฉัน ซึ่งจริงๆแล้ว...&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;"เธอเป็นฝ่ายง้อฉันมาตลอด"&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;แต่หนนี้ฉันเป็นฝ่ายพยายามง้อเธอแล้ว&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ในตอนแรกที่เราทะเลาะกัน หลังจากที่เธอขอแยกกันอยู่กับฉันสักพัก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;เหมือน"ใจเรายังไม่เย็นพอ"ตอนที่ฉันเป็นฝ่ายง้อ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;เพราะเราเพิ่งแยกกันอยู่แค่สองวัน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;"สองวันที่ฉันใช้ชีวิตแบบเลื่อนลอย"&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;แล้วในที่สุดก้อกลายเป็นว่า เราคุยกันคนละภาษา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ไม่ตะโกนใส่หน้ากัน แต่คุยกันไม่รู้เรื่องเลยสักนิด&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;สุดท้าย...ฉันบอกเธอว่า"ดูแลตัวเองดีดีนะ"&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;เธอบอกว่า..."เช่นกัน"&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;แล้วฉันก้อเดินจากเธอมา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;หลายวันกว่าฉันจะเริ่มร้องไห้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;"เพราะไม่มีใครให้ฉันงี่เง่าด้วยอีกแล้ว"&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;การที่ฉันปิดการสื่อสารของตัวเองลง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;"คือการวัดใจ"&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ตัวฉันเอง...ใช้ชีวิตอยู่ได้ โดยไม่ต้องคุยกับเธอ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;คนอื่น...ที่เป็นห่วงฉันยังมีอีกตั้งหลายคน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;บางคนถึงขั้นไล่โทรเช็คชื่อฉันกับโรงพยาบาลด้วยซ้ำไป&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ฉันจะพิสูจน์ให้เธอดูอีกครั้งว่า...&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;"เธอไม่มีความจำเป็นต่อชีวิต"&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;แม้ว่าตอนนี้ ยังใจหาย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;"ยังต้องนับทุกลมหายใจอย่างปวดร้าวอยู่บ้างก้อตาม"&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;All Rights Reserved.&lt;br /&gt;2006 Copyright©Nanthanatcha Cheusuwan&lt;br /&gt;------------------------------------------&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;"ยิ้มให้กับความทุกข์  แล้วเราจะมีความสุขที่สุดในโลก"&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/18108709-116672407812301909?l=prettynathalie.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/18108709/posts/default/116672407812301909'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/18108709/posts/default/116672407812301909'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://prettynathalie.blogspot.com/2006/12/blog-post_22.html' title='สามสิบสามวันที่ฉันนอนคนเดียว'/><author><name>Nathalie</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03717134047633747256</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='http://www.fileupyours.com/files/107866/06-001-ic-kitty1.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-18108709.post-116616055145439659</id><published>2006-12-15T12:25:00.000+07:00</published><updated>2006-12-15T12:29:11.456+07:00</updated><title type='text'>ว่าด้วยเรื่องของความเจ็บ</title><content type='html'>วันนี้มีเหตุให้ต้องมีบาดแผล&lt;br /&gt;บนร่างกาย  ที่หัวเข่ากับเท้าข้างซ้าย&lt;a href="http://photos1.blogger.com/x/blogger/1008/1764/1600/72888/????????????????????????.png"&gt;&lt;img style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; WIDTH: 184px; CURSOR: hand; HEIGHT: 268px" height="240" alt="" src="http://photos1.blogger.com/x/blogger/1008/1764/400/958036/%3F%3F%3F%3F%3F%3F%3F%3F%3F%3F%3F%3F%3F%3F%3F%3F%3F%3F%3F%3F%3F%3F%3F%3F.png" width="134" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ฝั่งเดียวกันกับที่อยู่ของก้อนเนื้อที่เรียกว่า”หัวใจ”&lt;br /&gt;เลือกออก  แต่รู้สึก”เจ็บ”ไม่มากนัก&lt;br /&gt;เพราะเลือกเองที่จะเจ็บ  ต้องการให้อีกคนนึงไม่น้อยไปกว่ากัน&lt;br /&gt;แต่กับรอยแผลที่หัวใจที่เกิดขึ้น&lt;br /&gt;ไม่เคยต้องการที่จะเจ็บ  แม้จะอยากให้อีกคนนึงเจ็บไปด้วยกัน&lt;br /&gt;แต่เราเลือกไม่ได้  ตกอยู่ในภาวะจำยอม&lt;br /&gt;เพราะเอาหัวใจของตัวเราเองไปไว้ในกำมือของอีกคนนึง&lt;br /&gt;คนที่เราอยากให้เค้าได้รู้สึกเจ็บเหมือนๆกับเราบ้าง&lt;br /&gt;ด้วยน้ำมือของเราเอง&lt;br /&gt;แต่เราไม่เคยทำได้เลยสักครั้ง&lt;br /&gt;เพราะว่าหัวใจของเค้า  ไม่เคยอยู่ในกำมือของเราเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ใบข้าว  เขียน ที่บ้านสวน  กลางเดือน ธันวาคม ‘06”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;All Rights Reserved.&lt;br /&gt;2006 Copyright©Nanthanatcha Cheusuwan&lt;br /&gt;------------------------------------------&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;"ยิ้มให้กับความทุกข์  แล้วเราจะมีความสุขที่สุดในโลก"&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/18108709-116616055145439659?l=prettynathalie.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/18108709/posts/default/116616055145439659'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/18108709/posts/default/116616055145439659'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://prettynathalie.blogspot.com/2006/12/blog-post_15.html' title='ว่าด้วยเรื่องของความเจ็บ'/><author><name>Nathalie</name><uri>http://www.blogger.com/profile/03717134047633747256</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='http://www.fileupyours.com/files/107866/06-001-ic-kitty1.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-18108709.post-116584338113112350</id><published>2006-12-11T20:15:00.000+07:00</published><updated>2006-12-12T12:42:06.050+07:00</updated><title type='text'>ร่วมกัน</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/x/blogger/1008/1764/1600/718469/images10.jpg"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/x/blogger/1008/1764/400/942204/images10.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;คืนนี้เธอคงนอนกอดคนอื่น&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;อยู่ใต้ผ้าห่มผืนเดียวกันกับที่เราเคยใช้&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;รู้ทั้งรู้...คนนั้นคงดูแลเธอได้ไม่เท่าที่ฉันเอาใจ&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;แต่ก็อดอิจฉาไม่ไหว ในความร้างไกลยังผูกพัน&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;หวงแหน...และปวดปร่า&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/span&gt;&lt;div align="center"&gt;&l
